Pantip | Spacegray – ปรับโฉม Pantip ให้อ่านง่ายสบายตา

เหตุเกิดจากนั่งอ่านกระทู้ยาวๆ ใน Pantip กระทู้นึง แล้วรู้สึกปวดตา เลยคิดว่าจะทำ Style ใช้เองมันซะเลย

ตอนแรกทำเอาง่ายๆ เร็วๆ ดีๆ แต่ ไปๆ มาๆ มีเพื่อนๆ ใน facebook  (ไม้ยมกมึงจะเยอะไปไหน) ขอเอาไปใช้ด้วย เลยคิดว่าทำให้มันดีๆ ไปเลย … สรุปเสียไป 8 ชั่วโมง

ต่อไปนี้คือคุณสมบัติ เมทะนีครับ

cover

หน้าตาหลังจากติดตั้งเสร็จ จะดำๆ เรียบๆ แบบนี้แหละ

อ่านง่ายสบายตา ด้วยธีมสี Spacegray
ปรับแต่งโดยใช้สีที่ Contrast ไม่ต่างกันจนเกินไป ทำให้อ่านง่าย อ่านได้นาน โดยยังคงเอกลักษณ์ของเว็บ Pantip แบบดั้งเดิมที่พื้นหลังของเว็บเป็นสีเข้ม

ใช้ฟอนต์ที่เหมาะกับการอ่าน
เปลี่ยนจากฟอนต์ Tahoma ที่อ่านได้ลำบาก มาเป็น Thonburi สำหรับ Mac OS และ Leelawadee สำหรับ Windows พร้อมกับขยายขนาดตัวอักษรให้อ่านได้ง่ายขึ้น

Pantip | Spacegray

เทียบฟอนต์ของ Windows กับ Mac OS ที่เปลี่ยนจากการใช้ Tahoma แบบเดิม อ่านง่ายขึ้นเยอะ

ลดทอนองค์ประกอบ โฟกัสที่เนื้อหา
กำจัดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป เช่นส่วนเมนูของเว็บ รายชื่อผู้ที่แสดงความรู้สึก รวมไปถึงโฆษณา (มีคอมเมนต์นิรนามด้านล่าง มาเตือนผมว่านี่อาจจะทำให้กระเทือนรายได้ของพนักงาน Pantip ดังนั้นผมเลยไม่ได้ปิดโฆษณาแล้วนะครับ ใครอยากปิดก็ไปใช้ปลั๊กอิน Ads Block เอานะครับ) พร้อมกับปรับความกว้างของคอลัมน์ให้แคบขึ้น เพื่อเหมาะสำหรับกรอกสายตาในการอ่าน

อ่านโพสเจ้าของกระทู้ได้ไม่สะดุด
ให้ความสำคัญกับโพสของเจ้าของกระทู้ให้มากที่สุด หากเป็นโพสที่เจ้าของกระทู้รีวิวยาวต่อกันหลายความคิดเห็น การแสดงผลจะตัดเส้นคั่นแต่ละกล่องข้อความออก เพื่อให้อ่านเนื้อหาได้ต่อเนื่องไม่สะดุด

หลบเจ้านาย สบายจัง
ไม่มีสีหน้าจอสีม่วงแกมน้ำเงินให้ปวดใจ เวลาแอบอ่านตอนทำงาน

ภาพรวมแบบเก่ากับใหม่

 

วิธีติดตั้ง

แค่ติดตั้งส่วนขยายหรือแอพของเว็บเบราเซอร์ ที่ชื่อว่า Stylish โดยเจ้า Stylish นี่มันก็มีครอบคลุมเว็บเบราเซอร์แทบทุกเจ้า ใครใช้ตัวไหนอยู่ก็ไปโหลดตัวนั้นได้เลยครับ

Stylish for Chrome

Stylish for Firefox

Stylish for Safari

Stylish for Opera

จากนั้นก็เข้าไปที่นี่เลย

https://userstyles.org/styles/127548

 

เข้าไปก็กด Install with Stylish แค่นี้ก็เสร็จแล้วครับ

Screen Shot 2559-05-07 at 11.38.32

 

คราวนี้เวลาเข้าเว็บ Pantip หน้าข้างในกระทู้ ก็จะสีดำทะมึนแล้วครับ

ใครเจอบั๊กอะไร แจ้งได้ที่ twitter: @mitshit ได้เลยนะครับผม

ใครจะบริจาคเงินก็ยินดีนะครับ ช่วงนี้ร้อนเงิน

หรือ Hybrid App เที่ยวนี้จะมาจริงๆ ?

cover

ออกตัวก่อนว่าพื้นฐานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เลยไม่ค่อยรู้เรื่อง geekๆ อะไรเท่าไหร่หรอก
อันนี้จะมามโนวิเคราะห์การเติบโตแบบวิเคราะห์หุ้นมากกว่า

วันนี้นั่งดูพวก angular.js + ionic framework + cordova (พวกตระกูล hybrid app ทั้งหลายแหล่) แล้วเกิดตะกอนความคิดว่า

หรือเที่ยวนี้ Hybrid App อาจจะมาแรงแซง Native App ได้จริงๆ ?

// Hybrid App คือแอพที่พัฒนาได้ทีเดียวหลาย OS
// ส่วน Native App คือแอพที่พัฒนาแยกแต่ละ OS

ที่คิดไว้ด้วยเหตุผล 3 ข้อ

1. มือถือแรงขึ้นกว่าเดิมมาก

ส่วนหนึ่งเพราะหมดยุคสร้างนวัตกรรมแล้ว แต่ละปี ค่ายผลไม้-หุ่นกระป๋องเลยได้แค่อัพสเปค อัพแรม ซีพียู ถ้าจำไม่ผิด 2-3 ปีก่อนหน้านี้ PhoneGap เริ่มบูม แต่ใครได้ลองเล่นก็มักจะได้ประสบการณ์ที่ไม่ค่อยจะดีกันไป เช่น แอพช้า กระตุก ทั้งนี้เพราะข้อจำกัดของ CPU ในตอนนั้น (พูดง่ายๆ ว่า PhoneGap ดันเกิดมาก่อนกาลเกินไป)

2. ภาวะการแข่งขันของวงการซอฟท์แวร์

เป็นธรรมชาติของบริษัทซอฟท์แวร์ที่ช่วงแรกราคาจะมหาโหด แล้วพอมีคู่แข่งมากเข้าๆ ก็มีการกดราคากันจมดิน (ความจริงเป็นธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไร ดูอย่างวงการเว็บไซต์/กราฟิกก็ได้) ดังนั้นการพัฒนาแบบ Hybrid น่าจะมีโอกาสเข้ามารับใช้แอพเล็กๆ ที่ไม่ต้องการประมวลผลมาก พร้อมโปรโมชั่นด้วยงบในการพัฒนาที่ถูกกว่าแบบ Native

3. เครื่องมือในการพัฒนา

เครื่องไม้เครื่องมือแต่ก่อนก็มีไม่ค่อยเยอะ เดี๋ยวนี้ออกมาสารพัด (ไม่ได้ตามข่าวพวกนี้มานาน ตื่นตาตื่นใจมาก) ยิ่งไปเปิดดู Ionic Framework นี่มีขาย theme ขาย plugin กันด้วย น่าทึ่งมาก


ทันใดนั้นก็คิดต่อว่าถ้า Hybrid App มาจริงๆ นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคขุดทองของเหล่า “คนทำ Theme” แบบที่ในอดีต WordPress Theme Maker เคยทำได้สำเร็จ

ใครที่จะแย้งว่าตลาดเว็บไซต์ใหญ่กว่าตลาดแอพเยอะ ก็จริงอยู่ แต่คู่แข่งตอนนี้ยังน้อยกว่ามาก อีกอย่างน่าจะมีหลายที่เคยจ้างบริษัทพัฒนาแอพในยุคแรกๆ เมื่อ 2-3 ปีก่อน ได้ทิ้งร้างไม่อัพเดตครั้งใหญ่มานาน ด้วย UI ที่มาแบบ Flat และหน้าจอที่เปลี่ยนไปหลากหลายขึ้น นี่จึงอาจเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่มาบรรจบกันพอดีกับยุคของ Hybrid App ตามที่กล่าวมา

01

รูปบนคือ chart ของ Google Trends ที่ผมลองใช้ keyword คำว่า “WordPress Theme” กับ “Ionic Theme” น่าสนใจว่าถ้า Ionic มีพัฒนาการต่อเนื่องในแบบที่ WordPress ทำได้ คนทำ Theme ก็ยิงรายได้ยาวๆ กันไป

(ตอนนี้เริ่มมีคนทำ theme ขายแล้วนะครับ กดเข้าไปดูได้ เช่น นี่ และ นี่)

สรุปว่าขอไปเล่น Ionic Framework กับ Angular.js แพร็บ
เผื่อจะทำ theme ขาย ตอนนี้กำลังทดลองหาโมเดลสร้าง Passive Income อยู่พอดี

 

 

ทองคำตรุษจีน

พอดีเปิด pantip ไปเจอกระทู้นี้

กำเงินนับเป็นน้อง กำทองนับเป็นพี่ ==> เข้าสู่เขตขายทำกำไรแล้วนะครับ
http://pantip.com/topic/34761967

เลยคิดเล่นๆ ว่าขณะที่พิมพ์อยู่นี้ (วันที่ 6 กุมภา 2559) ทองคำกำลังเข้าทฤษฎีผลประโยชน์เต็มๆ

  • คนซื้อ ไม่กล้าซื้อ เพราะราคาขึ้นมาแรงเกินไป คิดว่าพอเดี๋ยวย่อ ค่อยเข้า
  • คนเพิ่งซื้อ ก็อยากขาย เพราะที่ผ่านมา ขึ้นแรงๆ ทีไร โดนทุบลงมาตลอด ล็อคกำไรไว้ดีกว่า
  • คนติดดอยตอน $1600-$1800 ก็อยากขายตัดขาดทุน เพราะเข็ดขยาดกับทองแล้ว

อีกอย่างปีก่อน ช่วงตรุษจีนปีก่อนก็ทำทรงราคาขึ้นมาแบบนี้
สุดท้ายก็โดนทุบ คนจะซื้อเลยกังวลว่าปีนี้จะเหมือนปีก่อน

gold

ถ้าแนวคิด Contrarian Investing นี้ เป็นจริง
เดาว่าช่วงนี้ราคาทองคำจะขึ้นไปเรื่อยๆ แบบไม่มีเบรก

และขอให้ข้าพเจ้าเดาถูก เพราะก่อนปีใหม่ เก็บเงินซื้อเพิ่มอีกแท่ง รวมตอนนี้มีอยู่ 10 บาท

แต่ถ้าเดาผิดก็ตัวใครตัวมันนะ

ปล. ตอนที่โพสต์ ราคา Spot Gold อยู่ที่ $1173/oz; ราคาขายออกในไทย 19,700 /บาท

กระดาษห่อของขวัญ

Cover

ว่าจะหากระดาษห่อของขวัญสวยๆ มาห่อของขวัญจับฉลากปีใหม่หน่อย

ความจริงเมื่อวานก็เดินไปดูอุปกรณ์ห่อของขวัญมาที่ห้างกลางใจเมือง แต่รู้สึกว่าราคาจะแพงเกินตัวไปหน่อย (แผ่นละ 40 เสียส่วนใหญ่) ผมเลยกะมาลุ้นที่บ้านดีกว่า เพราะที่บ้านขายถูกกว่ากันเยอะ ตกแผ่นละ 5 บาทแค่นั้น (บ้านผมขายของชำ และมีบริการรับห่อของขวัญด้วย)

เช้านี้เลยได้ลองมาคลำๆ ดู แต่ละลวดลายไม่ค่อยเป็นที่ต้องการของผมเท่าไรนัก

ลายหัวใจหลากสี การ์ตูนหน้าหมี ลูกโป่งสีสันฉูดฉาด ฯลฯ

ขัดกับหลักออกแบบที่ผมเรียนมามาก รูปภาพต้องเด่นกว่ากรอบฉันใด ของขวัญข้างในต้องเด่นกว่าสิ่งห่อหุ้มด้านนอกฉันนั้น

สงสัยเรียนมามาก เลยเพ้อเจ้อไปใหญ่

สุดท้ายก็หาลายกระดาษที่โดนใจไม่เจอ เลยลองถามแม่ดู

แม่ก็เลยให้แนวคิดว่า กระดาษห่อของขวัญ ความจริงก็ไม่ควรต้องไปใส่ใจอะไรมากนัก ด้วยเหตุผล 3 ข้อ (อันนี้ผมสรุปเอง จากสิ่งที่แม่ให้แนวคิด)

1. ความสวยของคนเราไม่เหมือนกัน

เรามองไปเองว่าไม่สวย แต่คนที่ได้ เขาอาจจะมองว่าสวยก็ได้ แล้วเรามีสิทธิ์อะไรไปคิดแทนเขา

2. ไม่ใช่ของของเรา เราจะไปใส่ใจทำไม

เราไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวของขวัญที่จะให้คนอื่นเลย ถ้าจะซื้อของให้ตัวเองแล้วจะเลือกเฟ้นเท่าไหร่ก็เลือกไปเถอะ เพราะนั่นคือของที่เราจะเอามาใช้

3. คนเขาได้มา เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ

หน้าที่ของกระดาษห่อของขวัญ มีแค่ 2 อย่าง คือทำหน้าที่ปกปิดสิ่งของ กับเป็นทางผ่านไปสู่สิ่งของภายใน คนได้มาเขาก็ไม่เก็บเอาไว้ มิหนำซ้ำเขายังฉีกแล้วปาทิ้งลงถังขยะด้วยซ้ำ

ฟังแล้วก็เหมือนตรัสรู้หลักธรรมอะไรบางอย่าง

แต่ถึงยังไงแม่ก็บอกว่าวันนี้เดี๋ยวจะมีคนส่งของ เอากระดาษห่อของขวัญมาส่งเพิ่มที่ร้านอีก 100 แผ่น…

สำหรับคนดื้อด้านอย่างผม ก็ยังคงรอเลือกกันต่อไป…

เว็บรวมงาน

ตั้งใจจะอัพเดตเว็บรวมงานของตัวเองมานานแล้ว ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ จะได้มีเอาไปขอ Dribbble Invite สักที (ป่านนี้ยังไม่มี Account เลย)

http://www.mitshit.com/portfolio/

ทีแรกหาทั้ง Theme ทั้ง Plugin ฟรีๆ มาลง สุดท้ายหาที่ถูกใจไม่ได้ เลยเขียน Template หน้าใหม่ขึ้นมาเองเลย ต่อกับ Theme เดิมนี่แหละ

ต่อไปถ้าไม่ขี้เกียจก็พยายามจะเอางานมาลงบ่อยๆ

Portfolio –  mitshit

สรุปจากงาน UX Talk Ep.02 : Enterprise UX

Cover

มีโอกาสได้ไปฟังงาน UX Talk Ep.02 : Enterprise UX จัดที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยพูดถึงเรื่องการทำ UX ใน size ของ enterprise

ทีแรกว่าจะไปฟังเอง จ่ายเอง แต่พอเกริ่นๆ กับหัวหน้า บริษัทก็จัดการออกเงินให้ไปฟังเลย ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

(จดสรุปโดยฟังไปพิมพ์ไป ดังนั้นถ้าผิดตรงไหนกราบขออภัยครับ)

UXTalk

คุณไวท์ ชาคริต (FireOneOne)

  • มาจาก designer เขียนโปรแกรมไม่เป็น
  • แต่เดิมการทำงานกับ enterprise มาจากกระดาษ มาเป็นคอมพิวเตอร์ ตอนนี้เป็น mobile
  • 6 ปี ทำงานกับ enterprise มากกว่า 10000 users
  • ให้ดูว่า user มี based experience จากอะไร แล้วเค้าจะเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้อะไรได้บ้าง
  • โฟกัสให้แทนที่ลูกค้าจะโทรหา call centre ทำยังไงให้ย้ายมา feedback บนแอพ
  • เปลี่ยนให้ชีวิตเค้าง่ายขึ้น สะดวกขึ้น สนุกขึ้น

ทำยังไงให้ UX ของ enterprise ให้ออกมาดี

  • ไม่แนะนำให้เริ่มทุกอย่างจาก design + IT
  • ให้เริ่มจากเข้าใจการเมืองในองค์กร เพราะถึงจะเจ๋งแค่ไหน แต่สุดท้ายก็อาจจะแพ้เรื่องคน (โดยเฉพาะในไทย)
  • ถ้า enterprise มาจากสาย Liberal คือ brief กับ idea จะเยอะมาก ต้องฟังทุกคน ทุกคนจะแย่งกันพูด สุดท้าย feature จะเยอะมาก ดังนั้นต้องหาคนเคาะให้ได้
  • ถ้า enterprise มาจากสาย Conservative ทุกคนจะพูดสวยๆ แต่ออกจากห้องประชุมจะได้อีเมลอีกเพียบ สุดท้ายต้องฟัง Absolute Power
  • อย่าเริ่มโดยเปลี่ยน learning curve คนมากเกินไป
  • อย่าจัดเต็มตั้งแต่เวอร์ชั่นแรก
  • solution คือหาคนหรือสิ่งที่ดีอยู่บ้าง มาต่อยอด แทนที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมทั้งหมด
  • อีเมล white@fireoneone.com
  • ลูกค้าคนแรก walkin เข้าไป ใช้เวลา 7 เดือน จากนั้นไม่ต้อง walkin อีกเลย เพราะคนแนะนำปากต่อปาก
  • ต้องสวมหมวกใบใหม่ ให้ทำงานเป็น sale
  • คิดเสมอว่าคิดเพื่อคน ดีไซน์เพื่อคน และให้คนใช้ ถ้าเข้าใจคน เอาชนะใจคน
  • 3 สิ่งที่จะทำงานกับ enterprise ต้องโฟกัสเป็น priority แรก คือ revenue, effective, time ถ้าหลุดจากนี้ enterprise จะไม่สนใจ

UXTalk

คุณอานนท์ (True)

  • ให้คิดว่าทุกคนมีทัศนคติในองค์กรที่ดี
  • คนทำ UX ในองค์กร what, how, when
  • what
    • ให้เรารับฟัง แล้วทำการบ้านก่อนไปเสมอ
    • หาคนที่ตอบคำถามได้ หา keyword, key concern ได้
    • หาสิ่งที่สำคัญจริงๆ ให้ได้ จะไดทำงานต่อได้
    • จด contact point ก่อนกลับเสมอ
    • ให้คุยทีละทีม ตราบใดที่ยังไม่มีไอเดียที่แข็งแรง
  • how
    • ไม่เอาฟีเจอร์ทั้งหมดมารวมกัน ให้สังเคราะห์ออกมา
    • หาให้เจอว่า product goal คืออะไร ถ้าไม่ตรงให้ปัดเป็น priority ที่ 2-3
    • research ให้เข้าใจแต่ละ BU ไม่งั้นโดนยิงร่วง
    • เครดิตหรือความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญ
    • ทำสิ่งเล็กๆ ให้มัน surprise ทำงานแย่ๆ ยากๆ ให้มันดี
    • ทำพรีเซนต์ให้มันเหมือนจริง สั้นที่สุด พรีเซนต์ให้เร็วที่สุด ยิงให้ตรง goal โดยเฉพาะเมื่อคุยกับผู้ใหญ่เพื่อจะได้ goal – direction ที่ถูกต้อง
    • ถ้าทำไปๆ แล้วออกนอก goal ต้อง convince ไม่งั้นเละ
    • improve สิ่งที่ดี และตรง goal เพื่อจะได้ ui / final design
  • when
    • ทำ coding ด้วยหัวใจ user งานจะออกมาดีกว่า coding ด้วยหัวใจ programmer
    • ช่วยเหลือสิ่งที่เล็กๆ น้อยๆ ถ้าช่วยได้ก็ช่วย แม้จะไม่ใช่หน้าที่ของเราโดยตรง
    • ทำงานด้วย passion งานจะออกมาดี

UXTalk

ณัฐกรณ์ (Predictive)

  • สาย Digital Analytics พูดถึง Measurelable UX
  • หาว่าอะไรคือ key metric ที่สำคัญ
  • ให้แตก unit test ไปว่าจะวัดผลอะไรบ้าง เช่นเว็บไซต์ช้อปปิ้ง มีแต่ลูกค้า add to cart แต่ไม่สั่งซื้อ งี้คือมีปัญหา
  • good metric คือ clear & specific, comparative, rate & ratio, changes your behavior เช่นการเปลี่ยนตำแหน่งของ design มีผลต่อพฤติกรรมของ users หรือเปล่า
  • เว็บที่ดี user ต้องใช้งานได้เลย ไม่ต้องคิด
  • ต้องดูลักษณะของ product ด้วยว่าเป็นประเภทใด เช่น product ที่ผู้ใช้มีการ return ต้องเก็บประเภทของ user เข้าใหม่ กับ repeat user
  • Sample Size ต้องถูกกลุ่มและเพียงพอ ให้ดูจาก confident rate
  • metrics checklist ต้องวัดได้ละเอียด และต้องเลือก metric ให้ถูก
  • key metric plan ต้องชัดเจน
  • tracking ให้เยอะเข้าไว้ เพื่อหา way ที่ดีที่สุด
  • digital ไม่ใช่เรื่องของ mass แต่เป็น personalization
  • อย่าไปคิดว่า test จะ fail ไม่งั้น creativity ไม่เกิด
  • อย่าใช้ metric ตัวเดียววัดผลเด็ดขาด ไม่งั้นเจ๊ง
  • อย่าอคติกับ data ถ้า output แปลกๆ ให้ดูว่าเราเซ็ต analytic ถูกรึเปล่า
  • ถ้ายังไม่ได้ทำ test เอง ห้ามด่วนสรุป หรือเชื่อตามที่เค้าทำๆ กัน
  • การจะหา tools ไม่อยากให้ยึดติด ให้เริ่มที่ requirement
  • การทำ face to face เหมาะกับการ test เป็นเคสๆ ไปมากกว่า
  • UX สำหรับ Startup ควรเป็นเรื่องของทุกคน แล้วหา lead มารวบรวม test result
  • startup ที่ยังไม่ launch อาจรับ feedback ผ่าน invitation

Death of data driven (UX Talk)

คุณโอ๊ต วรพงศ์ (UX Consultant)

  • Death of data driven
  • การทำ a/b run ไปเรื่อยๆ ไม่ได้รับประกันว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ งบก็บานปลาย
  • เราต้องรัก user ก่อน ที่ user จะมารัก ux เรา
  • สืบหา data informed เวลาเกิดปัญหา จาก metric
  • ทำ data driven เพื่อหา What
  • ทำ data inform เพื่อหา Why
  • สร้าง metric driven เพื่อหา How
  • Metric Framework
  • Marketing กับ UX เสมอกัน UI กับ Dev จะรองจากนั้น

UX Talk

Rasika Madav (Lazada)

  • ช่วงนี้ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เนื่องจากเป็นภาษาอังกฤษ และ speaker พูดเร็วมาก
  • เข้าใจ Product หา Design Goal ให้ได้
  • Research กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เท่าที่จะทำกันได้
  • product ui อาจจะ copy กันง่าย แต่ประสบการณ์-บริการ copy กันยาก
  • เว็บ Usertesting.com
  • ในขั้นขายให้ของ stakeholder ควรทำ prototype
  • ถ้าเป็นไปได้จัด workshop เพื่อทำ testing
  • How to take stakeholder questionaire
  • DSC_3591
  • DSC_3592

UX Talk

QA Talk

  • UX ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องรู้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องใครคนใดคนหนึ่ง คนวาด wireframe ไม่ใช่ว่าต้องให้ designer วาด แต่ต้องให้ทุกๆคนในองค์กรได้ร่วมกันทำ
  • อุปสรรคของ Enterprise คือความเป็นลำดับชั้นขององค์กร / politic
  • startup / sme / enterprise , enterprise หาข้อมูลได้ง่าย แต่ยากตรงเรื่องการเมือง
  • อาจจะแนะนำ process การทำงานของตัวเองก่อน เผื่อ enterprise รับได้
  • customer service experience (cx) จะกว้างกว่า ux ครอบคลุมเรื่องหน้าร้าน, โฆษณาด้วย
  • การทำของได้ดีนั้นดี แต่ถ้าจะดีกว่าคือการทำของได้ดีและราคาถูก
  • UX Designer ไม่ควรเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
  • UX/UI Designer เงินเดือนต้อง 300,000
  • Best Practice ที่ใช้ได้ในสาขานึงใช้ไม่ได้กับอีกสาขานึง แล้วก็ไม่ได้อยู่ถาวร เพราะ user behavior เปลี่ยนตลอด ควรต้อง research ตลอด
  • ถ้าไม่อยากเหมือนใคร ให้เขียน persona กับ user journy ขึ้นมาก่อน
  • ถ้าจะอธิบายนิยามของ UX Designer “UX ในบริษัท มีคนอยู่ 2 กลุ่มคือ คนที่ทำให้ product เกิด กับเจ้าของ product (product owner) แต่มีอีกกลุ่มคือคนที่ใช้ product จริงๆ / UX Designer คือคนที่จะไปคุยกับคนกลุ่มนี้ แล้วเอา research มาทำให้คน 2 กลุ่มนี้เข้าใจ”
  • แนะนำหนังสือ design of everyday things
  • หน้าที่แรกของ UX Designer คือทำยังให้คนในองค์กรรู้จักกับ UX

DSC_3562

วิธีแก้ปัญหา ‘ค้นหาระบุวันที่’ ใน Google แต่กลับไม่เจอผลลัพธ์อะไร

cover

ส่วนตัวคิดว่าฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากๆ ใน Google Search คือการค้นหาแบบระบุเวลา จำไม่ได้ว่าอีฟีเจอร์นี้มันมีมานานหรือยัง แต่ที่รู้ๆ คือผมใช้มันค้นหาอะไรต่อมิอะไรบ่อยมากๆ โดยเฉพาะกับข่าวเก่าๆ หรือบทความ,เว็บไซต์ที่เคยผ่านตามา แต่ลืมไปแล้วว่าเว็บอะไร สิ่งที่จำได้คือแค่คีย์เวิร์ดกับช่วงเวลาแบบประมาณๆ เอา ฟีเจอร์นี้จึงสร้างมาเพื่อช่วยโฟกัสให้ผลลัพธ์การค้นหาออกมาแคบลง จะได้หาสิ่งที่ต้องการได้เร็วขึ้น

การค้นหาแบบระบุวันที่

ปัญหาของฟีเจอร์นี้ คือมันจะใช้ได้แค่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา ไปจนถึง 1 ปีย้อนหลัง ถ้าก่อนหน้านั้นลงไป มันก็จะมี Customised date range หรือที่เรียกว่า ‘ค้นหาระบุวันที่’ ตามในรูป

การค้นหาแบบระบุวันที่

ซึ่งเท่าที่จำความได้คือมันใช้ไม่เคยได้เลย ค้นให้ตายก็จะไม่เจอผลลัพธ์อะไรทั้งสิ้น (ถึง date range จะเป็น 2-3 ปี ก็จะไม่เจออะไรอยู่ดี) ก็เลยคิดว่าคงเป็นกรรมของเรา เค้าไม่ให้ใช้ ก็ไม่ต้องใช้ 

การค้นหาแบบระบุวันที่
วันนี้ว่างๆ และกำลังใช้ฟีเจอร์นี้อยู่ เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หรือปัญหามันจะเป็นเรื่องของ ‘ปี พ.ศ – ปี ค.ศ.’ รึเปล่า (ปัญหาเรื่อง Date & Time จัดว่าเป็นบั๊กระดับคลาสสิคอยู่แล้ว)

ก็เลยลองแก้ตัวเลขจากปี ค.ศ. 2011 ไปเป็น ปี ค.ศ. 2554 ดู .. พูดง่ายๆ ก็คือเปลี่ยนเป็นปีพุทธศักราชนั่นแหละ (ในรูปลองค้นด้วยคำว่า ‘จนกระทั่งธนูปักเข่า’ ซึ่งช่วงเวลาในรูป เป็นวันเริ่มต้นของการกำเนิดวลีนี้พอดี)

การค้นหาแบบระบุวันที่

แล้วก็ BINGO!!

ค้นหาได้จริงๆ ด้วย ถึงจะมี error ไป 1 วันแต่ก็โอเค เข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่อง Time Zone

การค้นหาแบบระบุวันที่
ไม่รู้ว่ามีคนใช้ฟีเจอร์นี้อยู่เยอะรึเปล่า (อย่างน้อยก็เราล่ะคนนึง) แต่ขอร้อง Google ว่าถ้าเข้ามาอ่านบล็อกนี้ ก็ช่วยแก้เรื่องนี้หน่อยเหอะนะ

เทคนิคการทำตัวเลขเวลานับถอยหลังใน Email

cover

ได้รับ email newsletter จาก AirAsiaGo เป็นดีล flash sale แล้วมีตัวเลขเวลานับถอยหลังเป็นรายวินาที เลยประหลาดใจว่ามันทำได้ไง เพราะอีเมลเค้าไม่ให้ใส่พวก javascript ก็เลยลองแกะ source ดูพบว่าใช้เทคนิคดังนี้

  • ตัวอักษรที่เห็น ใช้เป็นรูปทั้งหมด แล้วแยกรูปด้วย คือ 1 ตัวอักษร ก็คือใช้ 1 รูป (ยกเว้นตัวเลขวินาทีอันหลังสุด ที่จับรวมกัน 2 ตัวอักษร)
  • ตัวเลขวินาทีใช้ เป็นภาพ gif animation โง่ๆ ที่แสดงผลตั้งแต่ 00-59-58-…-01-00 พอตัวเลขวิ่งถึง 00 คำถามคือพอถึงวินาทีที่ 00 แล้วตัวเลขนาทีขยับลงมั้ย... คำตอบคือไม่ขยับ มันคือเอาไว้ทำหลอกไว้เฉยๆ
  • อ้าว แล้วงี้ตัวเลขนาทีกับชั่วโมงจะขยับตอนไหน ก็ตอนที่กด reload หน้าใหม่อีกครั้ง ภาพของตัวเลขนาทีกับชั่วโมงก็จะอัพเดตตามจริง
  • วิธีที่ใช้ ยกตัวอย่างเช่นภาพหลักนาทีที่อยู่หลังสุด (เลข 8 ในภาพ) จะเรียกภาพโดยใช้ว่า

<img src=”http://pages.global.expediamail.com/generic_countdown/?saleHours=48&amp;startdate=04/14/2015&amp;starttime=18:00:00&amp;position=1&amp;tzone=uk&amp;POS=TH ” class=”digit1″ style=”display:block;”>

  • สังเกตว่า parameter ใส่มาครบเลย ทั้งเวลาเริ่มแคมเปญ แล้วก็ระยะเวลาของแคมเปญ
  • พอกดตามที่อยู่ของ img ไปจริงๆ ก็พบว่ามันจะ redirect ไปที่ http://image2.global.expediamail.com/lib/feca167675640c78/m/7/digit_8.jpg
  • ทีนี้ก็พอจะรู้แล้วว่าหลักการหลังจากนี้ก็ให้ฝั่ง server generate ตัวเลขให้เป็นไปตาม parameter ของรูปนั้นๆ จนกระทั่งสิ้นสุดระยะเวลาของแคมเปญ

บันทึกลงทุนปี 57

Portfolio

ขอบันทึกสรุปปีที่ผ่านมา เผื่อว่าหลายปีถัดไปจะได้มีอะไรอ้างอิงหน่อย

ปีที่แล้วแบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อน ก้อนละ 33%
เขียนไว้ในโพสต์นี้ http://www.mitshit.com/ออมไว้ในหุ้น

กองที่ 1: เงินสำหรับ DCA กองทุน
ใช้วิธีเอาเงินฝากเข้ากองทุนหุ้นปันผล (กอง KFSDIV ยอดนิยมของกรุงศรี)
โดยตั้งให้ฝากประจำทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท
(ส่วนตัวใช้วิธีฝากทุกวันที่ 5, 25 ของเดือน งวดละ 2,500)

กองที่ 2: เงินเอาไว้เทรดหุ้นเอง
กองนี้เอาไว้ละเลงให้เต็มที่ อยากซื้อหุ้นตัวไหนซื้อ อยากขายตัวไหนขาย
ทุกเดือนจะเอาเงินเติมเข้าไปในกองนี้ เดือนละ 5,000 บาท
สิ้นปีก็เอามาดูว่าจะชนะกองทุน กับชนะ SET Index ได้มั้ย

กองที่ 3: เงินสดฝากเข้าตราสารหนี้
กองนี้ไว้เก็บเป็นกระสุนสำหรับหุ้นตกหนักๆ โดยเอาไว้ลงทุนระยะยาวสำหรับหุ้นชุด A โดยมีเงื่อนไขแบ่งเป็นไม้ๆ ให้แต่ละไม้เท่าๆ กัน อันนี้เปิดแยกไปอีกพอร์ตกับกองที่ 2 เลย
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,200 ใส่ไปไม้นึง
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,100 ใส่ไปไม้นึง
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,000 ใส่ไปไม้นึง
ถ้าทั้งปีไม่เข้าเงื่อนไข เงินก้อน 1.1 แสนนี้ก็เก็บสะสมไว้ ปีต่อไปค่อยว่ากัน

กองที่ 1 กองทุนหุ้น
สรุปว่า DCA มาทั้งปี สิ้นปีสุทธิได้ return มา 2,000 บาท แต่ว่าดูแค่นี้ไม่ได้ เพราะกองนี้เป็นกองปันผล ถ้ารวมเฉพาะปันผลก็ได้มาเกือบ 9,000 หักภาษีเหลือราวๆ 8,000 (ปันผลที่ได้ก็เอาไปจ่ายค่าไปญี่ปุ่นปีหน้าเกือบหมด ปีหน้าเอาใหม่นะ – -)

KFSDIV

สรุปสิ้นปีกองนี้ได้กำไรรวม 10,000 จากเงินต้นทั้งปี 110,000 ก็คือ 9%
(อันนี้คือคิดแบบหยาบๆ เลย ไม่ได้ดูต้นทุนที่จริง เพราะนี่คือใช้วิธี DCA)

กองที่ 2 หุ้น
อันนี้สรุปง่ายดี เพราะโบรคบัวหลวง มันมี iTracker ให้ดู

iTracker

หุ้นที่พลิกพอร์ตให้มีกำไรสูงๆ แถวช่วงเดือนมิถุนา คือ SCP หรือทักษิณคอนกรีต ตอนนั้นอัดไปเต็มแม็กที่ 8.2 บาท หลังจากนั้นก็ขึ้นไปแถว 12.5 บาทก็ขายออกส่วนนึง ไปซื้อตัวอื่น ถือว่าตอนขายตัดสินใจถูก (เพราะหลังจากนั้นมันก็ลงมาแถว 10 บาทจนวันนี้)

ผลจากการอดทนถือ ในที่สุดก็ทะลุ 12 บาท #น้ำตาจะไหล

รูปภาพที่โพสต์โดย Samphan Sittiwantana (@mitshit) เมื่อ

แต่ที่ตัดสินใจผิดคือตอนโยกไปซื้ออีตัวบนนี่แหละ เพราะมันลงเรื่อยๆ เลย 555 T T

กลยุทธ์คือซื้อแล้วถือ ไม่ได้มีเวลาเทรด เพราะทำงานประจำ กลัวโดนไล่ออกซะก่อน (ดูจาก average holding period อยู่ที่ 50 วัน)

สรุปคิดตามความเป็นจริงก็ได้กำไรอยู่ที่ 36% (เพราะค่อยๆ ทะยอยใส่เงินลงไป ไม่ได้ลงตู้มเดียว) แต่ถ้าคิดจากเงินต้นทั้งปีที่ 110,000 ก็ได้ return มา 23,000 อยู่ที่ 21% (ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมปันผล ถ้ารวมก็จะอยู่ราว 25%)

กองที่ 3 เงินสดฝากตราสารหนี้

กองนี้ได้ return มาเกือบ 2% ตามความคาดหมาย ไม่ได้โยกไปหุ้น เพราะหุ้นมันไม่ตกมาถึง 1,200 ตามที่ตั้งใจไว้ แต่ปลายปีตัดสินใจเอาเงินไปซื้อทองแท่ง ตอนซื้อราคาบาทละ 18,650 ซื้อไป 5 บาท รวม 93,250 บาท (ตอนซื้อราคาทองคำโลกอยู่ $1200 พอดิบพอดี)  

18,650 x 5 (18/12/2014) รูปภาพที่โพสต์โดย Samphan Sittiwantana (@mitshit) เมื่อ

 

ปีหน้า

แบ่งเงินเพื่อกระจายให้มากขึ้น หลักๆ คือเพิ่มเงินกองละ 10% จากเดิม 5,000 ก็เป็น 5,500 แล้วแตกเงินออมผ่านกองทุนกระจายเป็น 2 กอง คือกอง KFSDIV (กองเดิม) กับ KF-SMCAPD (กองต่างประเทศ ลงทุนในหุ้นเล็ก-กลาง) โดยใส่กองละ 2,750/เดือน ส่วนหุ้นกับตราสารหนี้ก็ใส่เงินเดือน 5,500 เหมือนเดิม ส่วนทองที่ซื้อไปก็พร้อมขายออกเสมอ ถ้าหุ้นตกลงไปถึง 1,200 จุด

ดังนั้นคาดหวังสัดส่วนพอร์ตคร่าวๆ ปลายปี 2558 ก็จะได้เป็น

  • หุ้นไทย 35%
  • กองทุนหุ้นไทย 30%
  • กองทุนหุ้นนอก 5%
  • ทอง 15%
  • ตราสารหนี้ 15%

ถ้าไม่เจ๊งไปซะก่อนอ่ะนะ

คำทักทาย

cover

บ้านผมเป็นร้านขายของชำประจำชุมชน สมาชิกในครอบครัวเลยเป็นที่รู้จักของคนผ่านไปผ่านมา รวมถึงผมด้วย ทั้งที่พักหลังก็ไม่ได้มาช่วยพ่อแม่เยอะๆ แบบตอนเด็กๆ ด้วยภาระงานที่มากขึ้น รวมถึงนิสัยตัวเองที่ไม่ค่อยจะชอบพบเจอคนเยอะๆ เท่าไหร่ ตอนนี้ก็เลยยกหน้าที่ให้พี่คนกลางที่เป็นคนช่วยพ่อแม่ขายของประจำไปเลย

แต่ถึงผมจะร้างๆ จากวงการขายของไป ก็จะยังมีคนที่ยังรู้จักผมมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็กๆ ได้แก่คุณลุงคุณป้าทั้งหลาย ที่ทักทายด้วยคำพูดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางทีพอบ่อยๆ เข้าก็รำคาญอยู่ในใจเหมือนกัน แต่ก็ยิ้มรับ-สวัสดีครับไปตามระเบียบ

มีลุงท่านนึงที่ผมรู้จักมาตั้งแต่ยังเด็กๆ พอแกเจอหน้าผมทีไรก็จะทักทายด้วยคำว่า “มิตร!!” เสียงดังประมาณ 95 เดซิเบล … พอทักเสร็จ บ่อยครั้งแกก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ บางครั้งผมกำลังเดินเหม่อๆ ก็สะดุ้งเลยให้ตายเถิด เอาจริงๆ ถึงแกไม่ได้ทักวันละ 30 รอบ แต่กับการทักอย่างเสมอๆ ซ้ำๆ ทุกๆ วัน บางทีมันก็ทำให้หงุดหงิดในหัวใจได้ไม่น้อย

แต่ผมก็ไม่ได้เก็บเอามาคิดอะไร พอเลยจุดนั้นไป 3 นาทีก็ลืมแล้ว

….

แล้ววันนี้ลุงแกคนนั้นก็ทักด้วยเสียงอันดังอีกตามเคย พอดีว่าตอนนั้นอยู่กับพี่ผมพอดี เลยถามพี่ว่าโดนลุงแกทักชื่อแบบเดียวกับของผมหรือเปล่า … ซึ่งก็แน่นอนว่าโดนเหมือนกันนี่แหละ

แต่ความต่างอยู่ที่ทัศนคติของพี่ที่มองคุณลุง คือแกมองว่าที่แกทักชื่อผมซ้ำๆ ทุกวันที่ผมกลับมาบ้าน นั่นก็คือการแสดงออกของแกว่าแกยังคิดถึงผม เป็นการเตือนให้ผมตระหนักว่ายังมีคนที่ยังนึกถึงอยู่ ทำให้ผมระลึกว่าผมยังมีตัวตน ยังมีคนที่ยังรัก อย่างน้อยก็ลุงแกหนึ่งคนนี่ล่ะ

ว่าไปแล้วก็เลยเกลียดความใจแคบของตัวเองอยู่ลึกๆ

ถ้าวันนึงเสียงทักทายนั้นหายไป ผมอาจจะเหงามากทีเดียว