by

ออมไว้ในหุ้น

cover

เรื่องเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว

เริ่มทำความรู้จักกับตลาดหุ้นจริงจัง ก็ตอนเอาเช็คคืนภาษีไปขึ้นเงินที่ธนาคารกสิกร
ก่อนหน้านั้นเคยศึกษาเรื่อง LTF, RMF มาบ้างตามประสามนุษย์เงินเดือนทั่วไป
วันนั้นเลยถามๆ พนักงานแบงก์ดูว่ามันเปิดอะไรยังไง ก็เอาสิ เปิดบัญชีเลยดีกว่า

วันที่เปิดวันนั้น SET Index กำลังวิ่งอยู่ที่ 1,500 กว่าๆ ตอนนั้นก็เช็คราคา NAV กองทุนทุกวัน แล้วก็ตั้งคำถามว่ามันขยับขึ้น-ลง ได้ยังไง กองทุนถือหุ้นอะไรบ้าง ราคาย้อนหลังเป็นยังไง เนื่องจากมันเป็นกองทุนหุ้น ก็เลยเริ่มถลำไปศึกษาเรื่องหุ้น … เอ๊ะ หรือว่าตูเปิดบัญชีเล่นหุ้นเองเลยดีกว่า… คิดไปคิดมา รอก่อนแล้วกัน ระหว่างนี้ขอลองเล่นกองทุนหุ้นดูก่อน

เวลามนุษย์มีส่วนได้เสียกับอะไรสักอย่างก็หาทุกวิธีในการป้องกันตัวเอง ตอนนั้นก็เริ่มดูข่าวเศรษฐกิจมากขึ้น หาหนังสือการเงิน-หุ้นมาอ่านมากขึ้น เริ่มศึกษางบการเงิน … มองกลับไปก็แปลกดี ไม่เคยคิดว่าวันนึงตัวเองจะมาสนใจเรื่องอะไรทำนองนี้ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ได้เปิดบัญชีหุ้นอะไรเลยด้วยซ้ำ

SET 2013

เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ SET แตะ 1,643 จุด ตอนนั้นอะไรก็ดูดีไปหมด ราคา NAV กองทุนขึ้นไป ได้กำไรหลายพัน… หารู้ไม่ว่านั่นคือจุดสูงสุดก่อนที่จะร่วงหลุดลุ่ยรุ่งริ่ง ในช่วงปลายเดือนจากข่าวลด QE ของสหรัฐฯ ฟันด์โฟลว์โดนโยกกลับไปหมด

จากกำไรหลายพัน มาเป็นขาดทุนหลายพันในเวลาเดืิอนเดียว ตอนนั้นเลยรู้ว่าตลาดหุ้นขึ้นได้ก็ลงได้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามีลงได้แล้วก็ยังลงได้อีก

ศึกษามาได้สัก 4-5 เดือน จนต้นเดือนกรกฎาคมก็เลยไปเปิดพอร์ตหุ้นของโบรกบัวหลวงดู เพราะตอนนั้นก็คิดว่าหุ้นเริ่มถูกแล้วล่ะ (ตอนนั้น SET ประมาณ 1,450) … แล้วมันก็ยังคงลงต่อไปตามประสาหุ้นขาลง จนกระทั่งแตะ 1,200 นิดๆ ในต้นปีนี้ … สรุปว่าขาดทุนบานเลยนะครัช

ปลายปีที่ผ่านมา เลยตัดสินใจปรับวิธีจัดสรรเงินใหม่ โดยล้างพอร์ตให้ไม่เหลือซากช่วงปลายปี สรุปมูลค่าความเสียหายทั้งปีอยู่ที่ประมาณหมื่นบาท

จะถือซะว่าโชคดีหรือร้ายไม่รู้แหละ ที่มาโดนเอาตอนนี้ที่ยังทำงานใหม่ๆ มีเงินเก็บยังไม่เยอะ เลยได้เป็นค่าประสบการณ์กันไป

สำหรับวิธีจัดสรรเงินสำหรับปีนี้ แบ่งเงินเป็น 3 กอง กองละ 33.3% เท่าๆ กัน
โดยแต่ละกองมีเงินต้น 50,000 บาท ใส่ไปตั้งแต่ต้นปี

กองที่ 1: เงินสำหรับ DCA กองทุน
ใช้วิธีเอาเงินฝากเข้ากองทุนหุ้นปันผล (กอง KFSDIV ยอดนิยมของกรุงศรี)
โดยตั้งให้ฝากประจำทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท
(ส่วนตัวใช้วิธีฝากทุกวันที่ 5, 25 ของเดือน งวดละ 2,500)

กองที่ 2: เงินเอาไว้เทรดหุ้นเอง
กองนี้เอาไว้ละเลงให้เต็มที่ อยากซื้อหุ้นตัวไหนซื้อ อยากขายตัวไหนขาย
ทุกเดือนจะเอาเงินเติมเข้าไปในกองนี้ เดือนละ 5,000 บาท
สิ้นปีก็เอามาดูว่าจะชนะกองทุน กับชนะ SET Index ได้มั้ย

กองที่ 3: เงินสดฝากเข้าตราสารหนี้
กองนี้ไว้เก็บเป็นกระสุนสำหรับหุ้นตกหนักๆ โดยเอาไว้ลงทุนระยะยาวสำหรับหุ้นชุด A โดยมีเงื่อนไขแบ่งเป็นไม้ๆ ให้แต่ละไม้เท่าๆ กัน อันนี้เปิดแยกไปอีกพอร์ตกับกองที่ 2 เลย
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,200 ใส่ไปไม้นึง
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,100 ใส่ไปไม้นึง
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,000 ใส่ไปไม้นึง
ถ้าทั้งปีไม่เข้าเงื่อนไข เงินก้อน 1.1 แสนนี้ก็เก็บสะสมไว้ ปีต่อไปค่อยว่ากัน

เงินที่เหลือก็เก็บเอาไว้ใช้กินใช้เที่ยว คิดว่าแบบนี้ หุ้นจะตกจะขึ้นก็น่าจะสบายใจดี

ผ่านปี 2557 มาได้ 3 เดือน วันนี้เขียนบล็อกเลยเช็คพอร์ต พบว่าเอาที่ขาดทุนเมื่อปีที่แล้ว มาหักด้วยกำไรปีนี้ พบว่าหักลบกลบหนี้ของปีก่อนได้พอดี … เลยเริ่มเชื่อแล้วว่าตลาดทุนให้ผลตอบแทนในระยะยาวดีที่สุด (นอกเหนือจากการทำงานในภาคสามัญ)

แต่ก็นั่นแหละ ตราบใดที่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ ก็ต้องดูกันต่อไป

Write a Comment

Comment