by

บันทึกลงทุนปี 57

Portfolio

ขอบันทึกสรุปปีที่ผ่านมา เผื่อว่าหลายปีถัดไปจะได้มีอะไรอ้างอิงหน่อย

ปีที่แล้วแบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อน ก้อนละ 33%
เขียนไว้ในโพสต์นี้ http://www.mitshit.com/ออมไว้ในหุ้น

กองที่ 1: เงินสำหรับ DCA กองทุน
ใช้วิธีเอาเงินฝากเข้ากองทุนหุ้นปันผล (กอง KFSDIV ยอดนิยมของกรุงศรี)
โดยตั้งให้ฝากประจำทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท
(ส่วนตัวใช้วิธีฝากทุกวันที่ 5, 25 ของเดือน งวดละ 2,500)

กองที่ 2: เงินเอาไว้เทรดหุ้นเอง
กองนี้เอาไว้ละเลงให้เต็มที่ อยากซื้อหุ้นตัวไหนซื้อ อยากขายตัวไหนขาย
ทุกเดือนจะเอาเงินเติมเข้าไปในกองนี้ เดือนละ 5,000 บาท
สิ้นปีก็เอามาดูว่าจะชนะกองทุน กับชนะ SET Index ได้มั้ย

กองที่ 3: เงินสดฝากเข้าตราสารหนี้
กองนี้ไว้เก็บเป็นกระสุนสำหรับหุ้นตกหนักๆ โดยเอาไว้ลงทุนระยะยาวสำหรับหุ้นชุด A โดยมีเงื่อนไขแบ่งเป็นไม้ๆ ให้แต่ละไม้เท่าๆ กัน อันนี้เปิดแยกไปอีกพอร์ตกับกองที่ 2 เลย
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,200 ใส่ไปไม้นึง
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,100 ใส่ไปไม้นึง
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,000 ใส่ไปไม้นึง
ถ้าทั้งปีไม่เข้าเงื่อนไข เงินก้อน 1.1 แสนนี้ก็เก็บสะสมไว้ ปีต่อไปค่อยว่ากัน

กองที่ 1 กองทุนหุ้น
สรุปว่า DCA มาทั้งปี สิ้นปีสุทธิได้ return มา 2,000 บาท แต่ว่าดูแค่นี้ไม่ได้ เพราะกองนี้เป็นกองปันผล ถ้ารวมเฉพาะปันผลก็ได้มาเกือบ 9,000 หักภาษีเหลือราวๆ 8,000 (ปันผลที่ได้ก็เอาไปจ่ายค่าไปญี่ปุ่นปีหน้าเกือบหมด ปีหน้าเอาใหม่นะ – -)

KFSDIV

สรุปสิ้นปีกองนี้ได้กำไรรวม 10,000 จากเงินต้นทั้งปี 110,000 ก็คือ 9%
(อันนี้คือคิดแบบหยาบๆ เลย ไม่ได้ดูต้นทุนที่จริง เพราะนี่คือใช้วิธี DCA)

กองที่ 2 หุ้น
อันนี้สรุปง่ายดี เพราะโบรคบัวหลวง มันมี iTracker ให้ดู

iTracker

หุ้นที่พลิกพอร์ตให้มีกำไรสูงๆ แถวช่วงเดือนมิถุนา คือ SCP หรือทักษิณคอนกรีต ตอนนั้นอัดไปเต็มแม็กที่ 8.2 บาท หลังจากนั้นก็ขึ้นไปแถว 12.5 บาทก็ขายออกส่วนนึง ไปซื้อตัวอื่น ถือว่าตอนขายตัดสินใจถูก (เพราะหลังจากนั้นมันก็ลงมาแถว 10 บาทจนวันนี้)

ผลจากการอดทนถือ ในที่สุดก็ทะลุ 12 บาท #น้ำตาจะไหล

รูปภาพที่โพสต์โดย Samphan Sittiwantana (@mitshit) เมื่อ

แต่ที่ตัดสินใจผิดคือตอนโยกไปซื้ออีตัวบนนี่แหละ เพราะมันลงเรื่อยๆ เลย 555 T T

กลยุทธ์คือซื้อแล้วถือ ไม่ได้มีเวลาเทรด เพราะทำงานประจำ กลัวโดนไล่ออกซะก่อน (ดูจาก average holding period อยู่ที่ 50 วัน)

สรุปคิดตามความเป็นจริงก็ได้กำไรอยู่ที่ 36% (เพราะค่อยๆ ทะยอยใส่เงินลงไป ไม่ได้ลงตู้มเดียว) แต่ถ้าคิดจากเงินต้นทั้งปีที่ 110,000 ก็ได้ return มา 23,000 อยู่ที่ 21% (ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมปันผล ถ้ารวมก็จะอยู่ราว 25%)

กองที่ 3 เงินสดฝากตราสารหนี้

กองนี้ได้ return มาเกือบ 2% ตามความคาดหมาย ไม่ได้โยกไปหุ้น เพราะหุ้นมันไม่ตกมาถึง 1,200 ตามที่ตั้งใจไว้ แต่ปลายปีตัดสินใจเอาเงินไปซื้อทองแท่ง ตอนซื้อราคาบาทละ 18,650 ซื้อไป 5 บาท รวม 93,250 บาท (ตอนซื้อราคาทองคำโลกอยู่ $1200 พอดิบพอดี)  

18,650 x 5 (18/12/2014) รูปภาพที่โพสต์โดย Samphan Sittiwantana (@mitshit) เมื่อ

 

ปีหน้า

แบ่งเงินเพื่อกระจายให้มากขึ้น หลักๆ คือเพิ่มเงินกองละ 10% จากเดิม 5,000 ก็เป็น 5,500 แล้วแตกเงินออมผ่านกองทุนกระจายเป็น 2 กอง คือกอง KFSDIV (กองเดิม) กับ KF-SMCAPD (กองต่างประเทศ ลงทุนในหุ้นเล็ก-กลาง) โดยใส่กองละ 2,750/เดือน ส่วนหุ้นกับตราสารหนี้ก็ใส่เงินเดือน 5,500 เหมือนเดิม ส่วนทองที่ซื้อไปก็พร้อมขายออกเสมอ ถ้าหุ้นตกลงไปถึง 1,200 จุด

ดังนั้นคาดหวังสัดส่วนพอร์ตคร่าวๆ ปลายปี 2558 ก็จะได้เป็น

  • หุ้นไทย 35%
  • กองทุนหุ้นไทย 30%
  • กองทุนหุ้นนอก 5%
  • ทอง 15%
  • ตราสารหนี้ 15%

ถ้าไม่เจ๊งไปซะก่อนอ่ะนะ

Write a Comment

Comment