@mitshit

ทองคำตรุษจีน

พอดีเปิด pantip ไปเจอกระทู้นี้

กำเงินนับเป็นน้อง กำทองนับเป็นพี่ ==> เข้าสู่เขตขายทำกำไรแล้วนะครับ
http://pantip.com/topic/34761967

เลยคิดเล่นๆ ว่าขณะที่พิมพ์อยู่นี้ (วันที่ 6 กุมภา 2559) ทองคำกำลังเข้าทฤษฎีผลประโยชน์เต็มๆ

  • คนซื้อ ไม่กล้าซื้อ เพราะราคาขึ้นมาแรงเกินไป คิดว่าพอเดี๋ยวย่อ ค่อยเข้า
  • คนเพิ่งซื้อ ก็อยากขาย เพราะที่ผ่านมา ขึ้นแรงๆ ทีไร โดนทุบลงมาตลอด ล็อคกำไรไว้ดีกว่า
  • คนติดดอยตอน $1600-$1800 ก็อยากขายตัดขาดทุน เพราะเข็ดขยาดกับทองแล้ว

อีกอย่างปีก่อน ช่วงตรุษจีนปีก่อนก็ทำทรงราคาขึ้นมาแบบนี้
สุดท้ายก็โดนทุบ คนจะซื้อเลยกังวลว่าปีนี้จะเหมือนปีก่อน

gold

ถ้าแนวคิด Contrarian Investing นี้ เป็นจริง
เดาว่าช่วงนี้ราคาทองคำจะขึ้นไปเรื่อยๆ แบบไม่มีเบรก

และขอให้ข้าพเจ้าเดาถูก เพราะก่อนปีใหม่ เก็บเงินซื้อเพิ่มอีกแท่ง รวมตอนนี้มีอยู่ 10 บาท

แต่ถ้าเดาผิดก็ตัวใครตัวมันนะ

ปล. ตอนที่โพสต์ ราคา Spot Gold อยู่ที่ $1173/oz; ราคาขายออกในไทย 19,700 /บาท

กระดาษห่อของขวัญ

Cover

ว่าจะหากระดาษห่อของขวัญสวยๆ มาห่อของขวัญจับฉลากปีใหม่หน่อย

ความจริงเมื่อวานก็เดินไปดูอุปกรณ์ห่อของขวัญมาที่ห้างกลางใจเมือง แต่รู้สึกว่าราคาจะแพงเกินตัวไปหน่อย (แผ่นละ 40 เสียส่วนใหญ่) ผมเลยกะมาลุ้นที่บ้านดีกว่า เพราะที่บ้านขายถูกกว่ากันเยอะ ตกแผ่นละ 5 บาทแค่นั้น (บ้านผมขายของชำ และมีบริการรับห่อของขวัญด้วย)

เช้านี้เลยได้ลองมาคลำๆ ดู แต่ละลวดลายไม่ค่อยเป็นที่ต้องการของผมเท่าไรนัก

ลายหัวใจหลากสี การ์ตูนหน้าหมี ลูกโป่งสีสันฉูดฉาด ฯลฯ

ขัดกับหลักออกแบบที่ผมเรียนมามาก รูปภาพต้องเด่นกว่ากรอบฉันใด ของขวัญข้างในต้องเด่นกว่าสิ่งห่อหุ้มด้านนอกฉันนั้น

สงสัยเรียนมามาก เลยเพ้อเจ้อไปใหญ่

สุดท้ายก็หาลายกระดาษที่โดนใจไม่เจอ เลยลองถามแม่ดู

แม่ก็เลยให้แนวคิดว่า กระดาษห่อของขวัญ ความจริงก็ไม่ควรต้องไปใส่ใจอะไรมากนัก ด้วยเหตุผล 3 ข้อ (อันนี้ผมสรุปเอง จากสิ่งที่แม่ให้แนวคิด)

1. ความสวยของคนเราไม่เหมือนกัน

เรามองไปเองว่าไม่สวย แต่คนที่ได้ เขาอาจจะมองว่าสวยก็ได้ แล้วเรามีสิทธิ์อะไรไปคิดแทนเขา

2. ไม่ใช่ของของเรา เราจะไปใส่ใจทำไม

เราไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวของขวัญที่จะให้คนอื่นเลย ถ้าจะซื้อของให้ตัวเองแล้วจะเลือกเฟ้นเท่าไหร่ก็เลือกไปเถอะ เพราะนั่นคือของที่เราจะเอามาใช้

3. คนเขาได้มา เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ

หน้าที่ของกระดาษห่อของขวัญ มีแค่ 2 อย่าง คือทำหน้าที่ปกปิดสิ่งของ กับเป็นทางผ่านไปสู่สิ่งของภายใน คนได้มาเขาก็ไม่เก็บเอาไว้ มิหนำซ้ำเขายังฉีกแล้วปาทิ้งลงถังขยะด้วยซ้ำ

ฟังแล้วก็เหมือนตรัสรู้หลักธรรมอะไรบางอย่าง

แต่ถึงยังไงแม่ก็บอกว่าวันนี้เดี๋ยวจะมีคนส่งของ เอากระดาษห่อของขวัญมาส่งเพิ่มที่ร้านอีก 100 แผ่น…

สำหรับคนดื้อด้านอย่างผม ก็ยังคงรอเลือกกันต่อไป…

เว็บรวมงาน

ตั้งใจจะอัพเดตเว็บรวมงานของตัวเองมานานแล้ว ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ จะได้มีเอาไปขอ Dribbble Invite สักที (ป่านนี้ยังไม่มี Account เลย)

http://www.mitshit.com/portfolio/

ทีแรกหาทั้ง Theme ทั้ง Plugin ฟรีๆ มาลง สุดท้ายหาที่ถูกใจไม่ได้ เลยเขียน Template หน้าใหม่ขึ้นมาเองเลย ต่อกับ Theme เดิมนี่แหละ

ต่อไปถ้าไม่ขี้เกียจก็พยายามจะเอางานมาลงบ่อยๆ

Portfolio –  mitshit

สรุปจากงาน UX Talk Ep.02 : Enterprise UX

Cover

มีโอกาสได้ไปฟังงาน UX Talk Ep.02 : Enterprise UX จัดที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยพูดถึงเรื่องการทำ UX ใน size ของ enterprise

ทีแรกว่าจะไปฟังเอง จ่ายเอง แต่พอเกริ่นๆ กับหัวหน้า บริษัทก็จัดการออกเงินให้ไปฟังเลย ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

(จดสรุปโดยฟังไปพิมพ์ไป ดังนั้นถ้าผิดตรงไหนกราบขออภัยครับ)

UXTalk

คุณไวท์ ชาคริต (FireOneOne)

  • มาจาก designer เขียนโปรแกรมไม่เป็น
  • แต่เดิมการทำงานกับ enterprise มาจากกระดาษ มาเป็นคอมพิวเตอร์ ตอนนี้เป็น mobile
  • 6 ปี ทำงานกับ enterprise มากกว่า 10000 users
  • ให้ดูว่า user มี based experience จากอะไร แล้วเค้าจะเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้อะไรได้บ้าง
  • โฟกัสให้แทนที่ลูกค้าจะโทรหา call centre ทำยังไงให้ย้ายมา feedback บนแอพ
  • เปลี่ยนให้ชีวิตเค้าง่ายขึ้น สะดวกขึ้น สนุกขึ้น

ทำยังไงให้ UX ของ enterprise ให้ออกมาดี

  • ไม่แนะนำให้เริ่มทุกอย่างจาก design + IT
  • ให้เริ่มจากเข้าใจการเมืองในองค์กร เพราะถึงจะเจ๋งแค่ไหน แต่สุดท้ายก็อาจจะแพ้เรื่องคน (โดยเฉพาะในไทย)
  • ถ้า enterprise มาจากสาย Liberal คือ brief กับ idea จะเยอะมาก ต้องฟังทุกคน ทุกคนจะแย่งกันพูด สุดท้าย feature จะเยอะมาก ดังนั้นต้องหาคนเคาะให้ได้
  • ถ้า enterprise มาจากสาย Conservative ทุกคนจะพูดสวยๆ แต่ออกจากห้องประชุมจะได้อีเมลอีกเพียบ สุดท้ายต้องฟัง Absolute Power
  • อย่าเริ่มโดยเปลี่ยน learning curve คนมากเกินไป
  • อย่าจัดเต็มตั้งแต่เวอร์ชั่นแรก
  • solution คือหาคนหรือสิ่งที่ดีอยู่บ้าง มาต่อยอด แทนที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมทั้งหมด
  • อีเมล white@fireoneone.com
  • ลูกค้าคนแรก walkin เข้าไป ใช้เวลา 7 เดือน จากนั้นไม่ต้อง walkin อีกเลย เพราะคนแนะนำปากต่อปาก
  • ต้องสวมหมวกใบใหม่ ให้ทำงานเป็น sale
  • คิดเสมอว่าคิดเพื่อคน ดีไซน์เพื่อคน และให้คนใช้ ถ้าเข้าใจคน เอาชนะใจคน
  • 3 สิ่งที่จะทำงานกับ enterprise ต้องโฟกัสเป็น priority แรก คือ revenue, effective, time ถ้าหลุดจากนี้ enterprise จะไม่สนใจ

UXTalk

คุณอานนท์ (True)

  • ให้คิดว่าทุกคนมีทัศนคติในองค์กรที่ดี
  • คนทำ UX ในองค์กร what, how, when
  • what
    • ให้เรารับฟัง แล้วทำการบ้านก่อนไปเสมอ
    • หาคนที่ตอบคำถามได้ หา keyword, key concern ได้
    • หาสิ่งที่สำคัญจริงๆ ให้ได้ จะไดทำงานต่อได้
    • จด contact point ก่อนกลับเสมอ
    • ให้คุยทีละทีม ตราบใดที่ยังไม่มีไอเดียที่แข็งแรง
  • how
    • ไม่เอาฟีเจอร์ทั้งหมดมารวมกัน ให้สังเคราะห์ออกมา
    • หาให้เจอว่า product goal คืออะไร ถ้าไม่ตรงให้ปัดเป็น priority ที่ 2-3
    • research ให้เข้าใจแต่ละ BU ไม่งั้นโดนยิงร่วง
    • เครดิตหรือความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญ
    • ทำสิ่งเล็กๆ ให้มัน surprise ทำงานแย่ๆ ยากๆ ให้มันดี
    • ทำพรีเซนต์ให้มันเหมือนจริง สั้นที่สุด พรีเซนต์ให้เร็วที่สุด ยิงให้ตรง goal โดยเฉพาะเมื่อคุยกับผู้ใหญ่เพื่อจะได้ goal – direction ที่ถูกต้อง
    • ถ้าทำไปๆ แล้วออกนอก goal ต้อง convince ไม่งั้นเละ
    • improve สิ่งที่ดี และตรง goal เพื่อจะได้ ui / final design
  • when
    • ทำ coding ด้วยหัวใจ user งานจะออกมาดีกว่า coding ด้วยหัวใจ programmer
    • ช่วยเหลือสิ่งที่เล็กๆ น้อยๆ ถ้าช่วยได้ก็ช่วย แม้จะไม่ใช่หน้าที่ของเราโดยตรง
    • ทำงานด้วย passion งานจะออกมาดี

UXTalk

ณัฐกรณ์ (Predictive)

  • สาย Digital Analytics พูดถึง Measurelable UX
  • หาว่าอะไรคือ key metric ที่สำคัญ
  • ให้แตก unit test ไปว่าจะวัดผลอะไรบ้าง เช่นเว็บไซต์ช้อปปิ้ง มีแต่ลูกค้า add to cart แต่ไม่สั่งซื้อ งี้คือมีปัญหา
  • good metric คือ clear & specific, comparative, rate & ratio, changes your behavior เช่นการเปลี่ยนตำแหน่งของ design มีผลต่อพฤติกรรมของ users หรือเปล่า
  • เว็บที่ดี user ต้องใช้งานได้เลย ไม่ต้องคิด
  • ต้องดูลักษณะของ product ด้วยว่าเป็นประเภทใด เช่น product ที่ผู้ใช้มีการ return ต้องเก็บประเภทของ user เข้าใหม่ กับ repeat user
  • Sample Size ต้องถูกกลุ่มและเพียงพอ ให้ดูจาก confident rate
  • metrics checklist ต้องวัดได้ละเอียด และต้องเลือก metric ให้ถูก
  • key metric plan ต้องชัดเจน
  • tracking ให้เยอะเข้าไว้ เพื่อหา way ที่ดีที่สุด
  • digital ไม่ใช่เรื่องของ mass แต่เป็น personalization
  • อย่าไปคิดว่า test จะ fail ไม่งั้น creativity ไม่เกิด
  • อย่าใช้ metric ตัวเดียววัดผลเด็ดขาด ไม่งั้นเจ๊ง
  • อย่าอคติกับ data ถ้า output แปลกๆ ให้ดูว่าเราเซ็ต analytic ถูกรึเปล่า
  • ถ้ายังไม่ได้ทำ test เอง ห้ามด่วนสรุป หรือเชื่อตามที่เค้าทำๆ กัน
  • การจะหา tools ไม่อยากให้ยึดติด ให้เริ่มที่ requirement
  • การทำ face to face เหมาะกับการ test เป็นเคสๆ ไปมากกว่า
  • UX สำหรับ Startup ควรเป็นเรื่องของทุกคน แล้วหา lead มารวบรวม test result
  • startup ที่ยังไม่ launch อาจรับ feedback ผ่าน invitation

Death of data driven (UX Talk)

คุณโอ๊ต วรพงศ์ (UX Consultant)

  • Death of data driven
  • การทำ a/b run ไปเรื่อยๆ ไม่ได้รับประกันว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ งบก็บานปลาย
  • เราต้องรัก user ก่อน ที่ user จะมารัก ux เรา
  • สืบหา data informed เวลาเกิดปัญหา จาก metric
  • ทำ data driven เพื่อหา What
  • ทำ data inform เพื่อหา Why
  • สร้าง metric driven เพื่อหา How
  • Metric Framework
  • Marketing กับ UX เสมอกัน UI กับ Dev จะรองจากนั้น

UX Talk

Rasika Madav (Lazada)

  • ช่วงนี้ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เนื่องจากเป็นภาษาอังกฤษ และ speaker พูดเร็วมาก
  • เข้าใจ Product หา Design Goal ให้ได้
  • Research กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เท่าที่จะทำกันได้
  • product ui อาจจะ copy กันง่าย แต่ประสบการณ์-บริการ copy กันยาก
  • เว็บ Usertesting.com
  • ในขั้นขายให้ของ stakeholder ควรทำ prototype
  • ถ้าเป็นไปได้จัด workshop เพื่อทำ testing
  • How to take stakeholder questionaire
  • DSC_3591
  • DSC_3592

UX Talk

QA Talk

  • UX ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องรู้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องใครคนใดคนหนึ่ง คนวาด wireframe ไม่ใช่ว่าต้องให้ designer วาด แต่ต้องให้ทุกๆคนในองค์กรได้ร่วมกันทำ
  • อุปสรรคของ Enterprise คือความเป็นลำดับชั้นขององค์กร / politic
  • startup / sme / enterprise , enterprise หาข้อมูลได้ง่าย แต่ยากตรงเรื่องการเมือง
  • อาจจะแนะนำ process การทำงานของตัวเองก่อน เผื่อ enterprise รับได้
  • customer service experience (cx) จะกว้างกว่า ux ครอบคลุมเรื่องหน้าร้าน, โฆษณาด้วย
  • การทำของได้ดีนั้นดี แต่ถ้าจะดีกว่าคือการทำของได้ดีและราคาถูก
  • UX Designer ไม่ควรเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
  • UX/UI Designer เงินเดือนต้อง 300,000
  • Best Practice ที่ใช้ได้ในสาขานึงใช้ไม่ได้กับอีกสาขานึง แล้วก็ไม่ได้อยู่ถาวร เพราะ user behavior เปลี่ยนตลอด ควรต้อง research ตลอด
  • ถ้าไม่อยากเหมือนใคร ให้เขียน persona กับ user journy ขึ้นมาก่อน
  • ถ้าจะอธิบายนิยามของ UX Designer “UX ในบริษัท มีคนอยู่ 2 กลุ่มคือ คนที่ทำให้ product เกิด กับเจ้าของ product (product owner) แต่มีอีกกลุ่มคือคนที่ใช้ product จริงๆ / UX Designer คือคนที่จะไปคุยกับคนกลุ่มนี้ แล้วเอา research มาทำให้คน 2 กลุ่มนี้เข้าใจ”
  • แนะนำหนังสือ design of everyday things
  • หน้าที่แรกของ UX Designer คือทำยังให้คนในองค์กรรู้จักกับ UX

DSC_3562

วิธีแก้ปัญหา ‘ค้นหาระบุวันที่’ ใน Google แต่กลับไม่เจอผลลัพธ์อะไร

cover

ส่วนตัวคิดว่าฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากๆ ใน Google Search คือการค้นหาแบบระบุเวลา จำไม่ได้ว่าอีฟีเจอร์นี้มันมีมานานหรือยัง แต่ที่รู้ๆ คือผมใช้มันค้นหาอะไรต่อมิอะไรบ่อยมากๆ โดยเฉพาะกับข่าวเก่าๆ หรือบทความ,เว็บไซต์ที่เคยผ่านตามา แต่ลืมไปแล้วว่าเว็บอะไร สิ่งที่จำได้คือแค่คีย์เวิร์ดกับช่วงเวลาแบบประมาณๆ เอา ฟีเจอร์นี้จึงสร้างมาเพื่อช่วยโฟกัสให้ผลลัพธ์การค้นหาออกมาแคบลง จะได้หาสิ่งที่ต้องการได้เร็วขึ้น

การค้นหาแบบระบุวันที่

ปัญหาของฟีเจอร์นี้ คือมันจะใช้ได้แค่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา ไปจนถึง 1 ปีย้อนหลัง ถ้าก่อนหน้านั้นลงไป มันก็จะมี Customised date range หรือที่เรียกว่า ‘ค้นหาระบุวันที่’ ตามในรูป

การค้นหาแบบระบุวันที่

ซึ่งเท่าที่จำความได้คือมันใช้ไม่เคยได้เลย ค้นให้ตายก็จะไม่เจอผลลัพธ์อะไรทั้งสิ้น (ถึง date range จะเป็น 2-3 ปี ก็จะไม่เจออะไรอยู่ดี) ก็เลยคิดว่าคงเป็นกรรมของเรา เค้าไม่ให้ใช้ ก็ไม่ต้องใช้ 

การค้นหาแบบระบุวันที่
วันนี้ว่างๆ และกำลังใช้ฟีเจอร์นี้อยู่ เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หรือปัญหามันจะเป็นเรื่องของ ‘ปี พ.ศ – ปี ค.ศ.’ รึเปล่า (ปัญหาเรื่อง Date & Time จัดว่าเป็นบั๊กระดับคลาสสิคอยู่แล้ว)

ก็เลยลองแก้ตัวเลขจากปี ค.ศ. 2011 ไปเป็น ปี ค.ศ. 2554 ดู .. พูดง่ายๆ ก็คือเปลี่ยนเป็นปีพุทธศักราชนั่นแหละ (ในรูปลองค้นด้วยคำว่า ‘จนกระทั่งธนูปักเข่า’ ซึ่งช่วงเวลาในรูป เป็นวันเริ่มต้นของการกำเนิดวลีนี้พอดี)

การค้นหาแบบระบุวันที่

แล้วก็ BINGO!!

ค้นหาได้จริงๆ ด้วย ถึงจะมี error ไป 1 วันแต่ก็โอเค เข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่อง Time Zone

การค้นหาแบบระบุวันที่
ไม่รู้ว่ามีคนใช้ฟีเจอร์นี้อยู่เยอะรึเปล่า (อย่างน้อยก็เราล่ะคนนึง) แต่ขอร้อง Google ว่าถ้าเข้ามาอ่านบล็อกนี้ ก็ช่วยแก้เรื่องนี้หน่อยเหอะนะ

เทคนิคการทำตัวเลขเวลานับถอยหลังใน Email

cover

ได้รับ email newsletter จาก AirAsiaGo เป็นดีล flash sale แล้วมีตัวเลขเวลานับถอยหลังเป็นรายวินาที เลยประหลาดใจว่ามันทำได้ไง เพราะอีเมลเค้าไม่ให้ใส่พวก javascript ก็เลยลองแกะ source ดูพบว่าใช้เทคนิคดังนี้

  • ตัวอักษรที่เห็น ใช้เป็นรูปทั้งหมด แล้วแยกรูปด้วย คือ 1 ตัวอักษร ก็คือใช้ 1 รูป (ยกเว้นตัวเลขวินาทีอันหลังสุด ที่จับรวมกัน 2 ตัวอักษร)
  • ตัวเลขวินาทีใช้ เป็นภาพ gif animation โง่ๆ ที่แสดงผลตั้งแต่ 00-59-58-…-01-00 พอตัวเลขวิ่งถึง 00 คำถามคือพอถึงวินาทีที่ 00 แล้วตัวเลขนาทีขยับลงมั้ย... คำตอบคือไม่ขยับ มันคือเอาไว้ทำหลอกไว้เฉยๆ
  • อ้าว แล้วงี้ตัวเลขนาทีกับชั่วโมงจะขยับตอนไหน ก็ตอนที่กด reload หน้าใหม่อีกครั้ง ภาพของตัวเลขนาทีกับชั่วโมงก็จะอัพเดตตามจริง
  • วิธีที่ใช้ ยกตัวอย่างเช่นภาพหลักนาทีที่อยู่หลังสุด (เลข 8 ในภาพ) จะเรียกภาพโดยใช้ว่า

<img src=”http://pages.global.expediamail.com/generic_countdown/?saleHours=48&amp;startdate=04/14/2015&amp;starttime=18:00:00&amp;position=1&amp;tzone=uk&amp;POS=TH ” class=”digit1″ style=”display:block;”>

  • สังเกตว่า parameter ใส่มาครบเลย ทั้งเวลาเริ่มแคมเปญ แล้วก็ระยะเวลาของแคมเปญ
  • พอกดตามที่อยู่ของ img ไปจริงๆ ก็พบว่ามันจะ redirect ไปที่ http://image2.global.expediamail.com/lib/feca167675640c78/m/7/digit_8.jpg
  • ทีนี้ก็พอจะรู้แล้วว่าหลักการหลังจากนี้ก็ให้ฝั่ง server generate ตัวเลขให้เป็นไปตาม parameter ของรูปนั้นๆ จนกระทั่งสิ้นสุดระยะเวลาของแคมเปญ

บันทึกลงทุนปี 57

Portfolio

ขอบันทึกสรุปปีที่ผ่านมา เผื่อว่าหลายปีถัดไปจะได้มีอะไรอ้างอิงหน่อย

ปีที่แล้วแบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อน ก้อนละ 33%
เขียนไว้ในโพสต์นี้ http://www.mitshit.com/ออมไว้ในหุ้น

กองที่ 1: เงินสำหรับ DCA กองทุน
ใช้วิธีเอาเงินฝากเข้ากองทุนหุ้นปันผล (กอง KFSDIV ยอดนิยมของกรุงศรี)
โดยตั้งให้ฝากประจำทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท
(ส่วนตัวใช้วิธีฝากทุกวันที่ 5, 25 ของเดือน งวดละ 2,500)

กองที่ 2: เงินเอาไว้เทรดหุ้นเอง
กองนี้เอาไว้ละเลงให้เต็มที่ อยากซื้อหุ้นตัวไหนซื้อ อยากขายตัวไหนขาย
ทุกเดือนจะเอาเงินเติมเข้าไปในกองนี้ เดือนละ 5,000 บาท
สิ้นปีก็เอามาดูว่าจะชนะกองทุน กับชนะ SET Index ได้มั้ย

กองที่ 3: เงินสดฝากเข้าตราสารหนี้
กองนี้ไว้เก็บเป็นกระสุนสำหรับหุ้นตกหนักๆ โดยเอาไว้ลงทุนระยะยาวสำหรับหุ้นชุด A โดยมีเงื่อนไขแบ่งเป็นไม้ๆ ให้แต่ละไม้เท่าๆ กัน อันนี้เปิดแยกไปอีกพอร์ตกับกองที่ 2 เลย
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,200 ใส่ไปไม้นึง
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,100 ใส่ไปไม้นึง
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,000 ใส่ไปไม้นึง
ถ้าทั้งปีไม่เข้าเงื่อนไข เงินก้อน 1.1 แสนนี้ก็เก็บสะสมไว้ ปีต่อไปค่อยว่ากัน

กองที่ 1 กองทุนหุ้น
สรุปว่า DCA มาทั้งปี สิ้นปีสุทธิได้ return มา 2,000 บาท แต่ว่าดูแค่นี้ไม่ได้ เพราะกองนี้เป็นกองปันผล ถ้ารวมเฉพาะปันผลก็ได้มาเกือบ 9,000 หักภาษีเหลือราวๆ 8,000 (ปันผลที่ได้ก็เอาไปจ่ายค่าไปญี่ปุ่นปีหน้าเกือบหมด ปีหน้าเอาใหม่นะ – -)

KFSDIV

สรุปสิ้นปีกองนี้ได้กำไรรวม 10,000 จากเงินต้นทั้งปี 110,000 ก็คือ 9%
(อันนี้คือคิดแบบหยาบๆ เลย ไม่ได้ดูต้นทุนที่จริง เพราะนี่คือใช้วิธี DCA)

กองที่ 2 หุ้น
อันนี้สรุปง่ายดี เพราะโบรคบัวหลวง มันมี iTracker ให้ดู

iTracker

หุ้นที่พลิกพอร์ตให้มีกำไรสูงๆ แถวช่วงเดือนมิถุนา คือ SCP หรือทักษิณคอนกรีต ตอนนั้นอัดไปเต็มแม็กที่ 8.2 บาท หลังจากนั้นก็ขึ้นไปแถว 12.5 บาทก็ขายออกส่วนนึง ไปซื้อตัวอื่น ถือว่าตอนขายตัดสินใจถูก (เพราะหลังจากนั้นมันก็ลงมาแถว 10 บาทจนวันนี้)

ผลจากการอดทนถือ ในที่สุดก็ทะลุ 12 บาท #น้ำตาจะไหล

รูปภาพที่โพสต์โดย Samphan Sittiwantana (@mitshit) เมื่อ

แต่ที่ตัดสินใจผิดคือตอนโยกไปซื้ออีตัวบนนี่แหละ เพราะมันลงเรื่อยๆ เลย 555 T T

กลยุทธ์คือซื้อแล้วถือ ไม่ได้มีเวลาเทรด เพราะทำงานประจำ กลัวโดนไล่ออกซะก่อน (ดูจาก average holding period อยู่ที่ 50 วัน)

สรุปคิดตามความเป็นจริงก็ได้กำไรอยู่ที่ 36% (เพราะค่อยๆ ทะยอยใส่เงินลงไป ไม่ได้ลงตู้มเดียว) แต่ถ้าคิดจากเงินต้นทั้งปีที่ 110,000 ก็ได้ return มา 23,000 อยู่ที่ 21% (ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมปันผล ถ้ารวมก็จะอยู่ราว 25%)

กองที่ 3 เงินสดฝากตราสารหนี้

กองนี้ได้ return มาเกือบ 2% ตามความคาดหมาย ไม่ได้โยกไปหุ้น เพราะหุ้นมันไม่ตกมาถึง 1,200 ตามที่ตั้งใจไว้ แต่ปลายปีตัดสินใจเอาเงินไปซื้อทองแท่ง ตอนซื้อราคาบาทละ 18,650 ซื้อไป 5 บาท รวม 93,250 บาท (ตอนซื้อราคาทองคำโลกอยู่ $1200 พอดิบพอดี)  

18,650 x 5 (18/12/2014) รูปภาพที่โพสต์โดย Samphan Sittiwantana (@mitshit) เมื่อ

 

ปีหน้า

แบ่งเงินเพื่อกระจายให้มากขึ้น หลักๆ คือเพิ่มเงินกองละ 10% จากเดิม 5,000 ก็เป็น 5,500 แล้วแตกเงินออมผ่านกองทุนกระจายเป็น 2 กอง คือกอง KFSDIV (กองเดิม) กับ KF-SMCAPD (กองต่างประเทศ ลงทุนในหุ้นเล็ก-กลาง) โดยใส่กองละ 2,750/เดือน ส่วนหุ้นกับตราสารหนี้ก็ใส่เงินเดือน 5,500 เหมือนเดิม ส่วนทองที่ซื้อไปก็พร้อมขายออกเสมอ ถ้าหุ้นตกลงไปถึง 1,200 จุด

ดังนั้นคาดหวังสัดส่วนพอร์ตคร่าวๆ ปลายปี 2558 ก็จะได้เป็น

  • หุ้นไทย 35%
  • กองทุนหุ้นไทย 30%
  • กองทุนหุ้นนอก 5%
  • ทอง 15%
  • ตราสารหนี้ 15%

ถ้าไม่เจ๊งไปซะก่อนอ่ะนะ

คำทักทาย

cover

บ้านผมเป็นร้านขายของชำประจำชุมชน สมาชิกในครอบครัวเลยเป็นที่รู้จักของคนผ่านไปผ่านมา รวมถึงผมด้วย ทั้งที่พักหลังก็ไม่ได้มาช่วยพ่อแม่เยอะๆ แบบตอนเด็กๆ ด้วยภาระงานที่มากขึ้น รวมถึงนิสัยตัวเองที่ไม่ค่อยจะชอบพบเจอคนเยอะๆ เท่าไหร่ ตอนนี้ก็เลยยกหน้าที่ให้พี่คนกลางที่เป็นคนช่วยพ่อแม่ขายของประจำไปเลย

แต่ถึงผมจะร้างๆ จากวงการขายของไป ก็จะยังมีคนที่ยังรู้จักผมมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็กๆ ได้แก่คุณลุงคุณป้าทั้งหลาย ที่ทักทายด้วยคำพูดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางทีพอบ่อยๆ เข้าก็รำคาญอยู่ในใจเหมือนกัน แต่ก็ยิ้มรับ-สวัสดีครับไปตามระเบียบ

มีลุงท่านนึงที่ผมรู้จักมาตั้งแต่ยังเด็กๆ พอแกเจอหน้าผมทีไรก็จะทักทายด้วยคำว่า “มิตร!!” เสียงดังประมาณ 95 เดซิเบล … พอทักเสร็จ บ่อยครั้งแกก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ บางครั้งผมกำลังเดินเหม่อๆ ก็สะดุ้งเลยให้ตายเถิด เอาจริงๆ ถึงแกไม่ได้ทักวันละ 30 รอบ แต่กับการทักอย่างเสมอๆ ซ้ำๆ ทุกๆ วัน บางทีมันก็ทำให้หงุดหงิดในหัวใจได้ไม่น้อย

แต่ผมก็ไม่ได้เก็บเอามาคิดอะไร พอเลยจุดนั้นไป 3 นาทีก็ลืมแล้ว

….

แล้ววันนี้ลุงแกคนนั้นก็ทักด้วยเสียงอันดังอีกตามเคย พอดีว่าตอนนั้นอยู่กับพี่ผมพอดี เลยถามพี่ว่าโดนลุงแกทักชื่อแบบเดียวกับของผมหรือเปล่า … ซึ่งก็แน่นอนว่าโดนเหมือนกันนี่แหละ

แต่ความต่างอยู่ที่ทัศนคติของพี่ที่มองคุณลุง คือแกมองว่าที่แกทักชื่อผมซ้ำๆ ทุกวันที่ผมกลับมาบ้าน นั่นก็คือการแสดงออกของแกว่าแกยังคิดถึงผม เป็นการเตือนให้ผมตระหนักว่ายังมีคนที่ยังนึกถึงอยู่ ทำให้ผมระลึกว่าผมยังมีตัวตน ยังมีคนที่ยังรัก อย่างน้อยก็ลุงแกหนึ่งคนนี่ล่ะ

ว่าไปแล้วก็เลยเกลียดความใจแคบของตัวเองอยู่ลึกๆ

ถ้าวันนึงเสียงทักทายนั้นหายไป ผมอาจจะเหงามากทีเดียว

ขอแนะนำ ‘ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ’

CoverBlog7

ตั้งแต่มีการคืนความสุขให้คนไทย
เห็นเพจแนวๆ “ปรัชญา…” ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหลินจือเลยนะครับ อาทิเช่น…

คือนี่ถ้าเพจพวกนี้เป็นปรัชญาที่อุดมไปด้วยสาระความรู้
นี่เราก็คือกำลังอยู่ในยุคทองของการศึกษาไทยอย่างแท้จริงแล้วนะครับ

ด้วยความอยากสร้างมาตรฐานทางวิชาชีพออกแบบเว็บไซต์ ก็เลยคันมือขึ้นมา ขอเปิดบ้างสิ ชื่อเพจ ‘ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ’ เป็นเพจที่คิดว่าจะสร้างภูมิความรู้เพื่อสร้างความเป็นเลิศในด้านการออกแบบเว็บไซต์ให้แก่สังคมไทย

ตัวอย่างครับ

ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ

คือเอาว่าท่านจะได้รับสาระความรู้อย่างเต็มเปี่ยมตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าจะขี้เกียจอัพหรือสมองเกิดตันคิดมุกไม่ออกขึ้นมา

ชอบกด Like ถูกใจกด Share ครับ ‘ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ’

ask.fm/mitshit

ask

ป.ล.1
“หากมีศรัทธาไม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม หากไร้ซึ่งศรัทธาอย่าหวังว่าจะได้รับคำตอบ”
― Yisroel Meir Ha-Cohen

ป.ล.2
ข้างบนนี่โพสเท่ๆ ไปงั้นแหละ แค่หาเรื่องจะ embed widget แล้วไม่รู้จะพิมพ์อะไร