@mitshit

สรุปจากงาน UX Talk Ep.02 : Enterprise UX

Cover

มีโอกาสได้ไปฟังงาน UX Talk Ep.02 : Enterprise UX จัดที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยพูดถึงเรื่องการทำ UX ใน size ของ enterprise

ทีแรกว่าจะไปฟังเอง จ่ายเอง แต่พอเกริ่นๆ กับหัวหน้า บริษัทก็จัดการออกเงินให้ไปฟังเลย ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

(จดสรุปโดยฟังไปพิมพ์ไป ดังนั้นถ้าผิดตรงไหนกราบขออภัยครับ)

UXTalk

คุณไวท์ ชาคริต (FireOneOne)

  • มาจาก designer เขียนโปรแกรมไม่เป็น
  • แต่เดิมการทำงานกับ enterprise มาจากกระดาษ มาเป็นคอมพิวเตอร์ ตอนนี้เป็น mobile
  • 6 ปี ทำงานกับ enterprise มากกว่า 10000 users
  • ให้ดูว่า user มี based experience จากอะไร แล้วเค้าจะเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้อะไรได้บ้าง
  • โฟกัสให้แทนที่ลูกค้าจะโทรหา call centre ทำยังไงให้ย้ายมา feedback บนแอพ
  • เปลี่ยนให้ชีวิตเค้าง่ายขึ้น สะดวกขึ้น สนุกขึ้น

ทำยังไงให้ UX ของ enterprise ให้ออกมาดี

  • ไม่แนะนำให้เริ่มทุกอย่างจาก design + IT
  • ให้เริ่มจากเข้าใจการเมืองในองค์กร เพราะถึงจะเจ๋งแค่ไหน แต่สุดท้ายก็อาจจะแพ้เรื่องคน (โดยเฉพาะในไทย)
  • ถ้า enterprise มาจากสาย Liberal คือ brief กับ idea จะเยอะมาก ต้องฟังทุกคน ทุกคนจะแย่งกันพูด สุดท้าย feature จะเยอะมาก ดังนั้นต้องหาคนเคาะให้ได้
  • ถ้า enterprise มาจากสาย Conservative ทุกคนจะพูดสวยๆ แต่ออกจากห้องประชุมจะได้อีเมลอีกเพียบ สุดท้ายต้องฟัง Absolute Power
  • อย่าเริ่มโดยเปลี่ยน learning curve คนมากเกินไป
  • อย่าจัดเต็มตั้งแต่เวอร์ชั่นแรก
  • solution คือหาคนหรือสิ่งที่ดีอยู่บ้าง มาต่อยอด แทนที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมทั้งหมด
  • อีเมล white@fireoneone.com
  • ลูกค้าคนแรก walkin เข้าไป ใช้เวลา 7 เดือน จากนั้นไม่ต้อง walkin อีกเลย เพราะคนแนะนำปากต่อปาก
  • ต้องสวมหมวกใบใหม่ ให้ทำงานเป็น sale
  • คิดเสมอว่าคิดเพื่อคน ดีไซน์เพื่อคน และให้คนใช้ ถ้าเข้าใจคน เอาชนะใจคน
  • 3 สิ่งที่จะทำงานกับ enterprise ต้องโฟกัสเป็น priority แรก คือ revenue, effective, time ถ้าหลุดจากนี้ enterprise จะไม่สนใจ

UXTalk

คุณอานนท์ (True)

  • ให้คิดว่าทุกคนมีทัศนคติในองค์กรที่ดี
  • คนทำ UX ในองค์กร what, how, when
  • what
    • ให้เรารับฟัง แล้วทำการบ้านก่อนไปเสมอ
    • หาคนที่ตอบคำถามได้ หา keyword, key concern ได้
    • หาสิ่งที่สำคัญจริงๆ ให้ได้ จะไดทำงานต่อได้
    • จด contact point ก่อนกลับเสมอ
    • ให้คุยทีละทีม ตราบใดที่ยังไม่มีไอเดียที่แข็งแรง
  • how
    • ไม่เอาฟีเจอร์ทั้งหมดมารวมกัน ให้สังเคราะห์ออกมา
    • หาให้เจอว่า product goal คืออะไร ถ้าไม่ตรงให้ปัดเป็น priority ที่ 2-3
    • research ให้เข้าใจแต่ละ BU ไม่งั้นโดนยิงร่วง
    • เครดิตหรือความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญ
    • ทำสิ่งเล็กๆ ให้มัน surprise ทำงานแย่ๆ ยากๆ ให้มันดี
    • ทำพรีเซนต์ให้มันเหมือนจริง สั้นที่สุด พรีเซนต์ให้เร็วที่สุด ยิงให้ตรง goal โดยเฉพาะเมื่อคุยกับผู้ใหญ่เพื่อจะได้ goal – direction ที่ถูกต้อง
    • ถ้าทำไปๆ แล้วออกนอก goal ต้อง convince ไม่งั้นเละ
    • improve สิ่งที่ดี และตรง goal เพื่อจะได้ ui / final design
  • when
    • ทำ coding ด้วยหัวใจ user งานจะออกมาดีกว่า coding ด้วยหัวใจ programmer
    • ช่วยเหลือสิ่งที่เล็กๆ น้อยๆ ถ้าช่วยได้ก็ช่วย แม้จะไม่ใช่หน้าที่ของเราโดยตรง
    • ทำงานด้วย passion งานจะออกมาดี

UXTalk

ณัฐกรณ์ (Predictive)

  • สาย Digital Analytics พูดถึง Measurelable UX
  • หาว่าอะไรคือ key metric ที่สำคัญ
  • ให้แตก unit test ไปว่าจะวัดผลอะไรบ้าง เช่นเว็บไซต์ช้อปปิ้ง มีแต่ลูกค้า add to cart แต่ไม่สั่งซื้อ งี้คือมีปัญหา
  • good metric คือ clear & specific, comparative, rate & ratio, changes your behavior เช่นการเปลี่ยนตำแหน่งของ design มีผลต่อพฤติกรรมของ users หรือเปล่า
  • เว็บที่ดี user ต้องใช้งานได้เลย ไม่ต้องคิด
  • ต้องดูลักษณะของ product ด้วยว่าเป็นประเภทใด เช่น product ที่ผู้ใช้มีการ return ต้องเก็บประเภทของ user เข้าใหม่ กับ repeat user
  • Sample Size ต้องถูกกลุ่มและเพียงพอ ให้ดูจาก confident rate
  • metrics checklist ต้องวัดได้ละเอียด และต้องเลือก metric ให้ถูก
  • key metric plan ต้องชัดเจน
  • tracking ให้เยอะเข้าไว้ เพื่อหา way ที่ดีที่สุด
  • digital ไม่ใช่เรื่องของ mass แต่เป็น personalization
  • อย่าไปคิดว่า test จะ fail ไม่งั้น creativity ไม่เกิด
  • อย่าใช้ metric ตัวเดียววัดผลเด็ดขาด ไม่งั้นเจ๊ง
  • อย่าอคติกับ data ถ้า output แปลกๆ ให้ดูว่าเราเซ็ต analytic ถูกรึเปล่า
  • ถ้ายังไม่ได้ทำ test เอง ห้ามด่วนสรุป หรือเชื่อตามที่เค้าทำๆ กัน
  • การจะหา tools ไม่อยากให้ยึดติด ให้เริ่มที่ requirement
  • การทำ face to face เหมาะกับการ test เป็นเคสๆ ไปมากกว่า
  • UX สำหรับ Startup ควรเป็นเรื่องของทุกคน แล้วหา lead มารวบรวม test result
  • startup ที่ยังไม่ launch อาจรับ feedback ผ่าน invitation

Death of data driven (UX Talk)

คุณโอ๊ต วรพงศ์ (UX Consultant)

  • Death of data driven
  • การทำ a/b run ไปเรื่อยๆ ไม่ได้รับประกันว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ งบก็บานปลาย
  • เราต้องรัก user ก่อน ที่ user จะมารัก ux เรา
  • สืบหา data informed เวลาเกิดปัญหา จาก metric
  • ทำ data driven เพื่อหา What
  • ทำ data inform เพื่อหา Why
  • สร้าง metric driven เพื่อหา How
  • Metric Framework
  • Marketing กับ UX เสมอกัน UI กับ Dev จะรองจากนั้น

UX Talk

Rasika Madav (Lazada)

  • ช่วงนี้ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เนื่องจากเป็นภาษาอังกฤษ และ speaker พูดเร็วมาก
  • เข้าใจ Product หา Design Goal ให้ได้
  • Research กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เท่าที่จะทำกันได้
  • product ui อาจจะ copy กันง่าย แต่ประสบการณ์-บริการ copy กันยาก
  • เว็บ Usertesting.com
  • ในขั้นขายให้ของ stakeholder ควรทำ prototype
  • ถ้าเป็นไปได้จัด workshop เพื่อทำ testing
  • How to take stakeholder questionaire
  • DSC_3591
  • DSC_3592

UX Talk

QA Talk

  • UX ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องรู้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องใครคนใดคนหนึ่ง คนวาด wireframe ไม่ใช่ว่าต้องให้ designer วาด แต่ต้องให้ทุกๆคนในองค์กรได้ร่วมกันทำ
  • อุปสรรคของ Enterprise คือความเป็นลำดับชั้นขององค์กร / politic
  • startup / sme / enterprise , enterprise หาข้อมูลได้ง่าย แต่ยากตรงเรื่องการเมือง
  • อาจจะแนะนำ process การทำงานของตัวเองก่อน เผื่อ enterprise รับได้
  • customer service experience (cx) จะกว้างกว่า ux ครอบคลุมเรื่องหน้าร้าน, โฆษณาด้วย
  • การทำของได้ดีนั้นดี แต่ถ้าจะดีกว่าคือการทำของได้ดีและราคาถูก
  • UX Designer ไม่ควรเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
  • UX/UI Designer เงินเดือนต้อง 300,000
  • Best Practice ที่ใช้ได้ในสาขานึงใช้ไม่ได้กับอีกสาขานึง แล้วก็ไม่ได้อยู่ถาวร เพราะ user behavior เปลี่ยนตลอด ควรต้อง research ตลอด
  • ถ้าไม่อยากเหมือนใคร ให้เขียน persona กับ user journy ขึ้นมาก่อน
  • ถ้าจะอธิบายนิยามของ UX Designer “UX ในบริษัท มีคนอยู่ 2 กลุ่มคือ คนที่ทำให้ product เกิด กับเจ้าของ product (product owner) แต่มีอีกกลุ่มคือคนที่ใช้ product จริงๆ / UX Designer คือคนที่จะไปคุยกับคนกลุ่มนี้ แล้วเอา research มาทำให้คน 2 กลุ่มนี้เข้าใจ”
  • แนะนำหนังสือ design of everyday things
  • หน้าที่แรกของ UX Designer คือทำยังให้คนในองค์กรรู้จักกับ UX

DSC_3562

วิธีแก้ปัญหา ‘ค้นหาระบุวันที่’ ใน Google แต่กลับไม่เจอผลลัพธ์อะไร

cover

ส่วนตัวคิดว่าฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากๆ ใน Google Search คือการค้นหาแบบระบุเวลา จำไม่ได้ว่าอีฟีเจอร์นี้มันมีมานานหรือยัง แต่ที่รู้ๆ คือผมใช้มันค้นหาอะไรต่อมิอะไรบ่อยมากๆ โดยเฉพาะกับข่าวเก่าๆ หรือบทความ,เว็บไซต์ที่เคยผ่านตามา แต่ลืมไปแล้วว่าเว็บอะไร สิ่งที่จำได้คือแค่คีย์เวิร์ดกับช่วงเวลาแบบประมาณๆ เอา ฟีเจอร์นี้จึงสร้างมาเพื่อช่วยโฟกัสให้ผลลัพธ์การค้นหาออกมาแคบลง จะได้หาสิ่งที่ต้องการได้เร็วขึ้น

การค้นหาแบบระบุวันที่

ปัญหาของฟีเจอร์นี้ คือมันจะใช้ได้แค่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา ไปจนถึง 1 ปีย้อนหลัง ถ้าก่อนหน้านั้นลงไป มันก็จะมี Customised date range หรือที่เรียกว่า ‘ค้นหาระบุวันที่’ ตามในรูป

การค้นหาแบบระบุวันที่

ซึ่งเท่าที่จำความได้คือมันใช้ไม่เคยได้เลย ค้นให้ตายก็จะไม่เจอผลลัพธ์อะไรทั้งสิ้น (ถึง date range จะเป็น 2-3 ปี ก็จะไม่เจออะไรอยู่ดี) ก็เลยคิดว่าคงเป็นกรรมของเรา เค้าไม่ให้ใช้ ก็ไม่ต้องใช้ 

การค้นหาแบบระบุวันที่
วันนี้ว่างๆ และกำลังใช้ฟีเจอร์นี้อยู่ เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หรือปัญหามันจะเป็นเรื่องของ ‘ปี พ.ศ – ปี ค.ศ.’ รึเปล่า (ปัญหาเรื่อง Date & Time จัดว่าเป็นบั๊กระดับคลาสสิคอยู่แล้ว)

ก็เลยลองแก้ตัวเลขจากปี ค.ศ. 2011 ไปเป็น ปี ค.ศ. 2554 ดู .. พูดง่ายๆ ก็คือเปลี่ยนเป็นปีพุทธศักราชนั่นแหละ (ในรูปลองค้นด้วยคำว่า ‘จนกระทั่งธนูปักเข่า’ ซึ่งช่วงเวลาในรูป เป็นวันเริ่มต้นของการกำเนิดวลีนี้พอดี)

การค้นหาแบบระบุวันที่

แล้วก็ BINGO!!

ค้นหาได้จริงๆ ด้วย ถึงจะมี error ไป 1 วันแต่ก็โอเค เข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่อง Time Zone

การค้นหาแบบระบุวันที่
ไม่รู้ว่ามีคนใช้ฟีเจอร์นี้อยู่เยอะรึเปล่า (อย่างน้อยก็เราล่ะคนนึง) แต่ขอร้อง Google ว่าถ้าเข้ามาอ่านบล็อกนี้ ก็ช่วยแก้เรื่องนี้หน่อยเหอะนะ

เทคนิคการทำตัวเลขเวลานับถอยหลังใน Email

cover

ได้รับ email newsletter จาก AirAsiaGo เป็นดีล flash sale แล้วมีตัวเลขเวลานับถอยหลังเป็นรายวินาที เลยประหลาดใจว่ามันทำได้ไง เพราะอีเมลเค้าไม่ให้ใส่พวก javascript ก็เลยลองแกะ source ดูพบว่าใช้เทคนิคดังนี้

  • ตัวอักษรที่เห็น ใช้เป็นรูปทั้งหมด แล้วแยกรูปด้วย คือ 1 ตัวอักษร ก็คือใช้ 1 รูป (ยกเว้นตัวเลขวินาทีอันหลังสุด ที่จับรวมกัน 2 ตัวอักษร)
  • ตัวเลขวินาทีใช้ เป็นภาพ gif animation โง่ๆ ที่แสดงผลตั้งแต่ 00-59-58-…-01-00 พอตัวเลขวิ่งถึง 00 คำถามคือพอถึงวินาทีที่ 00 แล้วตัวเลขนาทีขยับลงมั้ย... คำตอบคือไม่ขยับ มันคือเอาไว้ทำหลอกไว้เฉยๆ
  • อ้าว แล้วงี้ตัวเลขนาทีกับชั่วโมงจะขยับตอนไหน ก็ตอนที่กด reload หน้าใหม่อีกครั้ง ภาพของตัวเลขนาทีกับชั่วโมงก็จะอัพเดตตามจริง
  • วิธีที่ใช้ ยกตัวอย่างเช่นภาพหลักนาทีที่อยู่หลังสุด (เลข 8 ในภาพ) จะเรียกภาพโดยใช้ว่า

<img src=”http://pages.global.expediamail.com/generic_countdown/?saleHours=48&amp;startdate=04/14/2015&amp;starttime=18:00:00&amp;position=1&amp;tzone=uk&amp;POS=TH ” class=”digit1″ style=”display:block;”>

  • สังเกตว่า parameter ใส่มาครบเลย ทั้งเวลาเริ่มแคมเปญ แล้วก็ระยะเวลาของแคมเปญ
  • พอกดตามที่อยู่ของ img ไปจริงๆ ก็พบว่ามันจะ redirect ไปที่ http://image2.global.expediamail.com/lib/feca167675640c78/m/7/digit_8.jpg
  • ทีนี้ก็พอจะรู้แล้วว่าหลักการหลังจากนี้ก็ให้ฝั่ง server generate ตัวเลขให้เป็นไปตาม parameter ของรูปนั้นๆ จนกระทั่งสิ้นสุดระยะเวลาของแคมเปญ

บันทึกลงทุนปี 57

Portfolio

ขอบันทึกสรุปปีที่ผ่านมา เผื่อว่าหลายปีถัดไปจะได้มีอะไรอ้างอิงหน่อย

ปีที่แล้วแบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อน ก้อนละ 33%
เขียนไว้ในโพสต์นี้ http://www.mitshit.com/ออมไว้ในหุ้น

กองที่ 1: เงินสำหรับ DCA กองทุน
ใช้วิธีเอาเงินฝากเข้ากองทุนหุ้นปันผล (กอง KFSDIV ยอดนิยมของกรุงศรี)
โดยตั้งให้ฝากประจำทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท
(ส่วนตัวใช้วิธีฝากทุกวันที่ 5, 25 ของเดือน งวดละ 2,500)

กองที่ 2: เงินเอาไว้เทรดหุ้นเอง
กองนี้เอาไว้ละเลงให้เต็มที่ อยากซื้อหุ้นตัวไหนซื้อ อยากขายตัวไหนขาย
ทุกเดือนจะเอาเงินเติมเข้าไปในกองนี้ เดือนละ 5,000 บาท
สิ้นปีก็เอามาดูว่าจะชนะกองทุน กับชนะ SET Index ได้มั้ย

กองที่ 3: เงินสดฝากเข้าตราสารหนี้
กองนี้ไว้เก็บเป็นกระสุนสำหรับหุ้นตกหนักๆ โดยเอาไว้ลงทุนระยะยาวสำหรับหุ้นชุด A โดยมีเงื่อนไขแบ่งเป็นไม้ๆ ให้แต่ละไม้เท่าๆ กัน อันนี้เปิดแยกไปอีกพอร์ตกับกองที่ 2 เลย
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,200 ใส่ไปไม้นึง
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,100 ใส่ไปไม้นึง
ถ้า SET ต่ำกว่า 1,000 ใส่ไปไม้นึง
ถ้าทั้งปีไม่เข้าเงื่อนไข เงินก้อน 1.1 แสนนี้ก็เก็บสะสมไว้ ปีต่อไปค่อยว่ากัน

กองที่ 1 กองทุนหุ้น
สรุปว่า DCA มาทั้งปี สิ้นปีสุทธิได้ return มา 2,000 บาท แต่ว่าดูแค่นี้ไม่ได้ เพราะกองนี้เป็นกองปันผล ถ้ารวมเฉพาะปันผลก็ได้มาเกือบ 9,000 หักภาษีเหลือราวๆ 8,000 (ปันผลที่ได้ก็เอาไปจ่ายค่าไปญี่ปุ่นปีหน้าเกือบหมด ปีหน้าเอาใหม่นะ – -)

KFSDIV

สรุปสิ้นปีกองนี้ได้กำไรรวม 10,000 จากเงินต้นทั้งปี 110,000 ก็คือ 9%
(อันนี้คือคิดแบบหยาบๆ เลย ไม่ได้ดูต้นทุนที่จริง เพราะนี่คือใช้วิธี DCA)

กองที่ 2 หุ้น
อันนี้สรุปง่ายดี เพราะโบรคบัวหลวง มันมี iTracker ให้ดู

iTracker

หุ้นที่พลิกพอร์ตให้มีกำไรสูงๆ แถวช่วงเดือนมิถุนา คือ SCP หรือทักษิณคอนกรีต ตอนนั้นอัดไปเต็มแม็กที่ 8.2 บาท หลังจากนั้นก็ขึ้นไปแถว 12.5 บาทก็ขายออกส่วนนึง ไปซื้อตัวอื่น ถือว่าตอนขายตัดสินใจถูก (เพราะหลังจากนั้นมันก็ลงมาแถว 10 บาทจนวันนี้)

ผลจากการอดทนถือ ในที่สุดก็ทะลุ 12 บาท #น้ำตาจะไหล

รูปภาพที่โพสต์โดย Samphan Sittiwantana (@mitshit) เมื่อ

แต่ที่ตัดสินใจผิดคือตอนโยกไปซื้ออีตัวบนนี่แหละ เพราะมันลงเรื่อยๆ เลย 555 T T

กลยุทธ์คือซื้อแล้วถือ ไม่ได้มีเวลาเทรด เพราะทำงานประจำ กลัวโดนไล่ออกซะก่อน (ดูจาก average holding period อยู่ที่ 50 วัน)

สรุปคิดตามความเป็นจริงก็ได้กำไรอยู่ที่ 36% (เพราะค่อยๆ ทะยอยใส่เงินลงไป ไม่ได้ลงตู้มเดียว) แต่ถ้าคิดจากเงินต้นทั้งปีที่ 110,000 ก็ได้ return มา 23,000 อยู่ที่ 21% (ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมปันผล ถ้ารวมก็จะอยู่ราว 25%)

กองที่ 3 เงินสดฝากตราสารหนี้

กองนี้ได้ return มาเกือบ 2% ตามความคาดหมาย ไม่ได้โยกไปหุ้น เพราะหุ้นมันไม่ตกมาถึง 1,200 ตามที่ตั้งใจไว้ แต่ปลายปีตัดสินใจเอาเงินไปซื้อทองแท่ง ตอนซื้อราคาบาทละ 18,650 ซื้อไป 5 บาท รวม 93,250 บาท (ตอนซื้อราคาทองคำโลกอยู่ $1200 พอดิบพอดี)  

18,650 x 5 (18/12/2014) รูปภาพที่โพสต์โดย Samphan Sittiwantana (@mitshit) เมื่อ

 

ปีหน้า

แบ่งเงินเพื่อกระจายให้มากขึ้น หลักๆ คือเพิ่มเงินกองละ 10% จากเดิม 5,000 ก็เป็น 5,500 แล้วแตกเงินออมผ่านกองทุนกระจายเป็น 2 กอง คือกอง KFSDIV (กองเดิม) กับ KF-SMCAPD (กองต่างประเทศ ลงทุนในหุ้นเล็ก-กลาง) โดยใส่กองละ 2,750/เดือน ส่วนหุ้นกับตราสารหนี้ก็ใส่เงินเดือน 5,500 เหมือนเดิม ส่วนทองที่ซื้อไปก็พร้อมขายออกเสมอ ถ้าหุ้นตกลงไปถึง 1,200 จุด

ดังนั้นคาดหวังสัดส่วนพอร์ตคร่าวๆ ปลายปี 2558 ก็จะได้เป็น

  • หุ้นไทย 35%
  • กองทุนหุ้นไทย 30%
  • กองทุนหุ้นนอก 5%
  • ทอง 15%
  • ตราสารหนี้ 15%

ถ้าไม่เจ๊งไปซะก่อนอ่ะนะ

คำทักทาย

cover

บ้านผมเป็นร้านขายของชำประจำชุมชน สมาชิกในครอบครัวเลยเป็นที่รู้จักของคนผ่านไปผ่านมา รวมถึงผมด้วย ทั้งที่พักหลังก็ไม่ได้มาช่วยพ่อแม่เยอะๆ แบบตอนเด็กๆ ด้วยภาระงานที่มากขึ้น รวมถึงนิสัยตัวเองที่ไม่ค่อยจะชอบพบเจอคนเยอะๆ เท่าไหร่ ตอนนี้ก็เลยยกหน้าที่ให้พี่คนกลางที่เป็นคนช่วยพ่อแม่ขายของประจำไปเลย

แต่ถึงผมจะร้างๆ จากวงการขายของไป ก็จะยังมีคนที่ยังรู้จักผมมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็กๆ ได้แก่คุณลุงคุณป้าทั้งหลาย ที่ทักทายด้วยคำพูดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางทีพอบ่อยๆ เข้าก็รำคาญอยู่ในใจเหมือนกัน แต่ก็ยิ้มรับ-สวัสดีครับไปตามระเบียบ

มีลุงท่านนึงที่ผมรู้จักมาตั้งแต่ยังเด็กๆ พอแกเจอหน้าผมทีไรก็จะทักทายด้วยคำว่า “มิตร!!” เสียงดังประมาณ 95 เดซิเบล … พอทักเสร็จ บ่อยครั้งแกก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ บางครั้งผมกำลังเดินเหม่อๆ ก็สะดุ้งเลยให้ตายเถิด เอาจริงๆ ถึงแกไม่ได้ทักวันละ 30 รอบ แต่กับการทักอย่างเสมอๆ ซ้ำๆ ทุกๆ วัน บางทีมันก็ทำให้หงุดหงิดในหัวใจได้ไม่น้อย

แต่ผมก็ไม่ได้เก็บเอามาคิดอะไร พอเลยจุดนั้นไป 3 นาทีก็ลืมแล้ว

….

แล้ววันนี้ลุงแกคนนั้นก็ทักด้วยเสียงอันดังอีกตามเคย พอดีว่าตอนนั้นอยู่กับพี่ผมพอดี เลยถามพี่ว่าโดนลุงแกทักชื่อแบบเดียวกับของผมหรือเปล่า … ซึ่งก็แน่นอนว่าโดนเหมือนกันนี่แหละ

แต่ความต่างอยู่ที่ทัศนคติของพี่ที่มองคุณลุง คือแกมองว่าที่แกทักชื่อผมซ้ำๆ ทุกวันที่ผมกลับมาบ้าน นั่นก็คือการแสดงออกของแกว่าแกยังคิดถึงผม เป็นการเตือนให้ผมตระหนักว่ายังมีคนที่ยังนึกถึงอยู่ ทำให้ผมระลึกว่าผมยังมีตัวตน ยังมีคนที่ยังรัก อย่างน้อยก็ลุงแกหนึ่งคนนี่ล่ะ

ว่าไปแล้วก็เลยเกลียดความใจแคบของตัวเองอยู่ลึกๆ

ถ้าวันนึงเสียงทักทายนั้นหายไป ผมอาจจะเหงามากทีเดียว

ขอแนะนำ ‘ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ’

CoverBlog7

ตั้งแต่มีการคืนความสุขให้คนไทย
เห็นเพจแนวๆ “ปรัชญา…” ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหลินจือเลยนะครับ อาทิเช่น…

คือนี่ถ้าเพจพวกนี้เป็นปรัชญาที่อุดมไปด้วยสาระความรู้
นี่เราก็คือกำลังอยู่ในยุคทองของการศึกษาไทยอย่างแท้จริงแล้วนะครับ

ด้วยความอยากสร้างมาตรฐานทางวิชาชีพออกแบบเว็บไซต์ ก็เลยคันมือขึ้นมา ขอเปิดบ้างสิ ชื่อเพจ ‘ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ’ เป็นเพจที่คิดว่าจะสร้างภูมิความรู้เพื่อสร้างความเป็นเลิศในด้านการออกแบบเว็บไซต์ให้แก่สังคมไทย

ตัวอย่างครับ

ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ

คือเอาว่าท่านจะได้รับสาระความรู้อย่างเต็มเปี่ยมตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าจะขี้เกียจอัพหรือสมองเกิดตันคิดมุกไม่ออกขึ้นมา

ชอบกด Like ถูกใจกด Share ครับ ‘ปรัชญาเว็บดีไซน์ฯ’

ask.fm/mitshit

ask

ป.ล.1
“หากมีศรัทธาไม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม หากไร้ซึ่งศรัทธาอย่าหวังว่าจะได้รับคำตอบ”
― Yisroel Meir Ha-Cohen

ป.ล.2
ข้างบนนี่โพสเท่ๆ ไปงั้นแหละ แค่หาเรื่องจะ embed widget แล้วไม่รู้จะพิมพ์อะไร

รีวิวจอ Dell P2314H + AC511 USB SoundBar

cover

คิดไว้นานแล้วว่าอยากจะได้จอสักตัวมาไว้ในห้องตัวเองที่บ้าน แต่พอจะซื้อทีไร มันก็ได้ตั้งคำถามกับตัวเองทุกทีว่า “จำเป็นหรอวะ…”

แต่ก็นั่นแหละ ซื้อมาแล้ว

ทีแรกคิดว่าจะซื้อพร้อมกับ Mac Mini รุ่นใหม่ แต่อีตาทิมคุ้กก็ไม่ยอมปล่อยสักที (นาทีนี้คงจะปล่อยตอน WWDC 2014 แล้วล่ะ) เพราะตอนนี้ MacBook Pro ของตัวเองก็ไม่ได้ใช้งานเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าไหร่ จะใช้ทีก็ตอนแบกกลับบ้านเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาทิ้งไว้ที่ออฟฟิศ (ที่ใช้คอมตัวเองทำงาน เพราะคอมออฟฟิศช้ากว่า ซึ่งพอช้าแล้วคาบเจ้าจะหงุดหงิดมาก)

ตกลงนี่จะเล่าเรื่องจอหรือเรื่องคอมวะ

ตัดกลับมาที่เรื่องจออีกครั้ง พอ Mac Mini มันยังไม่ออก จนรอจนขี้เกียจจะรอแล้ว ก็เลยเอาวะ ซื้อจอมาก่อนแล้วกัน อย่างน้อยระหว่างนี้ซื้อมาใช้เสียบสายต่อกับ iPad กับ MacBook Pro เอาไว้ดูหนังไปก่อนก็ได้ ก็เลยจัดไป

จะซื้อรุ่นอะไร?

ทีแรกคิดไว้คือรุ่น U2312HM ที่ซื้อรุ่นนี้เหตุผลหลักๆ ก็คือพี่ที่บ้านใช้อยู่ แล้วก็ไม่ประสบพบปัญหาอะไร แถมราคาไม่แพงเกินไปด้วย (ราวๆ 7,000.-) ได้ลองเล่นลองดูก็พบว่าใช้ได้ในระดับมนุษย์สายตาธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่ตาเหยี่ยวนกแสกอะไร เลยไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้มาก ตัดสินใจได้อย่างง่ายดาย ก็เลยสั่งซื้อจากเว็บ Melonbox.com ทันที (เว็บนี้บริการใช้ได้นะ ส่งเร็วดี)

โชคไม่เข้าข้าง… ของหมด

ทางพนักงานแจ้งว่า U2312HM เค้าเลิกผลิตไปแล้ว โดยบอกว่าทาง Dell ให้คนที่จะซื้อรุ่นนี้เปลี่ยนไปซื้อเป็นรุ่น P2314H แทน ซึ่งราคาเท่ากัน คือ 6,990 บาท ตอนนั้นก็เลยขอเวลาเค้านั่ง research แป๊บนึง สรุปว่าก็โอเคเปลี่ยนก็เปลี่ยน (มาเข้าใจทีหลังว่า P2314H เป็นรุ่นอัพเกรดจาก U2312HM)

~

รีวิว Dell P2314H

ผ่านไป 1 วัน ของมาส่งถึงบ้าน ข้างในกล่องประกอบไปด้วย

  • จอพร้อมกับขาตั้ง
  • บรรดาสายทั้งหลาย ได้แก่
    • สาย Power
    • สาย DisplayPort (M/M)
    • สาย VGA (M/M)
    • สาย USB (Upstream to Downstream)
  • แผ่น Driver
  • คู่มือการใช้

ที่มาเขียนอย่างนี้ไม่ใช่อะไร ลืมถ่ายรูป … รีวิวเวอร์มือใหม่ก็งี้แหละครัช

การประกอบก็ง่ายมาก ตัวขาตั้งแค่เอามาเสียบกับหลุมบนจอ มีสล็อตยึด แค่นี้ก็เข้าที่แล้ว

Dell P2314H

สเปคคร่าวๆ เป็นจอ LED ขนาด 23 นิ้ว ความละเอียดคือ 1920 x 1080, Fefresh Rate 60Hz, Response Time 8ms, Max Viewing Angle 178°/178° อยากดูสเปคละเอียดๆ ก็ไปเว็บของ Dell เลย

หน้าตาหลังจากประกอบเสร็จ

Dell P2314H

ตัวขาตั้งเยี่ยมมาก จะเงยบนล่าง หรือเอี้ยวจอซ้ายขวา หรือปรับระดับขึ้นลง ทำได้หมดเลย

Dell P2314H

ยืดขึ้นยึดลงก็ได้ อย่างกับยีราฟ

Dell P2314H Dell P2314H

ที่ชอบมากๆ คือสามารถปรับจอเป็นแนวตั้งได้ ทีนี้เขียนเอาไว้เว็บ ไล่ CSS ได้สบาย

Dell P2314H

ถ้าต้องปรับจอเป็นแนวตั้ง-แนวนอนบ่อยๆ ไปโหลดแอพ Pivot – Display Rotation ($0.99) มาใช้เลยดีกว่า สามารถตั้ง Shortcut ก็ได้

Pivot

ปุ่ม Power เป็นแบบกด ไม่ใช่แตะ ส่วนตัวชอบแบบกดมากกว่า ถ้าไฟ LED สัญลักษณ์ Power ตรงปุ่มรบกวนสายตา ก็สามารถสั่งปิดได้จากเมนู (ในรูปคือปิดอยู่)

Dell P2314H

ตัวเมนูก็ทำออกมาเข้าใจง่าย ฟีเจอร์หลักๆ มีครบครัน ไม่เยอะไม่น้อยไป

Dell P2314H

ทดสอบเรื่อง Subpixel Rendering

Dell P2314H

Dell P2314H

Viewing Angle ดูได้ทุกมุม ไม่มีปัญหาสีเพี้ยน

Dell P2314H

ต่อกับ iPad ด้วย Apple VGA Connector สามารถแสดงผลแบบ  Mirror Display 1024×768 ได้

Dell P2314H

แต่พอเข้าโหมดดูวิดีโอ มันก็จะขยายขนาดให้ fit กับหน้าจอ High-definition ให้เอง (ตอนนี้ดูผ่านแอพ Hollywood HD) เรื่องสี-ความคมชัดก็นับว่าโอเคอยู่

Dell P2314H

กล่าวโดยสรุป

โดยรวม P2314H ค่อนข้างคุ้มค่าคุ้มราคากับพฤติกรรมส่วนตัวที่ไม่ได้นิยมเล่นเกมอะไรมากมาย เคยได้ยินว่าเล่นเกมต้องจอเทพ บลาๆ ทีนี้พอไม่ได้เล่นก็ไม่รู้จะทดสอบยังไง แต่เอาว่าถ้าจะซื้อเอามาทำงานกราฟิกและเว็บดีไซน์ ดูหนังบ้างเป็นบางเวลา ก็นับว่าโอเคครับ คุ้มอยู่

Dell P2314H

~

รีวิว AC511 USB SoundBar

หลังจากได้จอมาแล้ว ปัญหาต่อมาคือเวลาดูหนังก็คือภาพใหญ่ชัดดีอยู่หรอก แต่เสียง Speaker Built-in ของโน้ตบุ้คมันช่างเบาหวิว เพราะแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยใช้ลำโพงแยกอยู่แล้ว เลยคิดว่าไหนๆ ก็เอ๊า ซื้อลำโพงมาด้วยดีกว่า

ซื้ออะไรดี

คือรู้ตั้งแต่ตอนซื้ออยู่แล้วแหละว่า P2314H มันไม่มีลำโพงติดมาให้ด้วยหรอก เพราะด้วยราคาระดับนี้จะเอาไรมากมาย

แต่ที่ไม่รู้คือมันมีลำโพงที่ดีไซน์มาพร้อมกับจอ จะได้ไม่ต้องหาที่วางให้เกะกะ มันชื่อว่า USB SoundBar รุ่น AC511 อันนี้มารู้เอาหลังจากได้ซื้อจอแล้ว ลองค้นว่ามีขายที่ไหนก็ไม่ค่อยเจอ ส่วนใหญ่ก็เมืองนอก ซึ่งค่าส่งแพงมาก แต่เหมือนอันนี้โชคเข้าข้าง เจออยู่ที่นึงคือที่ Zeneiji Shop ราคา 2,000.- รวมค่าส่ง อันนี้เป็นร้านของไทย ถึงจะขายแพงกว่าราคาดอลลาร์ไปเยอะ แต่ก็เอาน่ะ กัดฟันซื้อดู… หารีวิวก็ไม่ค่อยจะเจอ ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้วเลยเขียนถึงซะหน่อยแล้วกัน

แกะกล่อง

AC511

ในกล่องประกอบไปด้วย

  • Dell USB Soundbar (AC511)
  • USB Extension Cable 
  • Safety, Environmental, and Regulatory Information sheet
  • Quick Setup Guide

วิธีการติดตั้งก็ให้แกะตัวปิด Slot สำหรับเสียบ Soundbar โดยเจ้าตัวปิด Slot จะอยู่ที่ด้านล่างของมอนิเตอร์ ดึงออกมาก็จะเจอช่องเสียบสำหรับล็อค (แผ่นๆ ในรูปนั่นคือที่ดึงออกมาแล้ว) จากนั้นก็ล็อคเจ้า Soundbar เข้าไปได้เลย

AC511

เสร็จแล้วก็ต่อสาย 2 เส้น เส้นแรกคือตัว USB ของ Soundbar ต่อเข้ากับจอมอนิเตอร์ อีกเส้นนึงคือ USB Upstream ที่แถมมาให้กับ P2314H อันนี้ต่อเข้ากับตัวคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อม Sound Input จากคอมฯ (ไม่แน่ใจว่าถ้าใช้ HDMI  Connector ต้องต่อเส้นนี้ด้วยรึเปล่า … พอดีใช้เป็น VGA เลยไม่ได้ลอง)

AC511

ด้านขวาของ Soundbar มี Knob เอาไว้เป็น Volume Control ด้านซ้ายมีที่เสียบ Aux-in กับ Jack เอาไว้เสียบกับหูฟัง (ถ่ายมาเฉพาะด้านขวา)

AC511

หน้าตาหลังจาก Setup แล้ว

AC511

ส่วนเรื่องเสียงบอกไว้ก่อน ไม่ใช่คนหูเทพอะไรนะ เลยตัดสินอะไรไม่ได้เท่าไหร่ แต่เท่าที่ฟังก็โอเค คุณภาพใช้ได้ เสียงแน่น แต่ก็ไม่ถึงกับดีเว่อร์ เพราะเคยได้ยินลำโพงที่เสียงดีกว่านี้ (ซึ่งแน่นอนอันนั้นไม่ใช่ราคา 2,000.-)

เหตุผลหลักๆ ที่ซื้อก็คงเป็นเรื่องดีไซน์นี่แหละ ขี้เกียจหาอะไรมาเกะกะโต๊ะ 😛

ถ้าสนใจเรื่องคุณภาพเสียงก็ลองดูเองละกัน อันนี้อัดเอาจาก iPad2 ซึ่งก็นะ ห่วย วัดอะไรไม่ค่อยได้ …

สรุป… เอาไป 4 กระโหลก

กินสเต็กฟรี

cover

ธันวาคม 2556

ชีวิตดำเนินไปตามปกติ เช้าขึ้น BTS ไปทำงาน ตกดึกขึ้น BTS กลับบ้าน … วนลูป
ที่แปลกไปหน่อยคือป้ายประชาสัมพันธ์บน BTS

แตะ เติม เพิ่มค่า 2014

น่าสนใจ น่าสนใจ …

มองโครงการนี้ให้เป็นเกมเกมหนึ่ง กติกาก็เข้าใจง่ายๆ คือ ใครใช้เงินโดยสารในบัตร BTS ได้มากที่สุด ในเวลา 2 เดือน ก็จะได้รางวัลไป รางวัลใหญ่สุดคือทองคำ 50,000 บาท 2 รางวัล และรางวัลอื่นๆ เรียงไปตามยอดค่าโดยสาร รางวัลก็ตามโปสเตอร์นี้

Continue reading

ออมไว้ในหุ้น

cover

เรื่องเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว

เริ่มทำความรู้จักกับตลาดหุ้นจริงจัง ก็ตอนเอาเช็คคืนภาษีไปขึ้นเงินที่ธนาคารกสิกร
ก่อนหน้านั้นเคยศึกษาเรื่อง LTF, RMF มาบ้างตามประสามนุษย์เงินเดือนทั่วไป
วันนั้นเลยถามๆ พนักงานแบงก์ดูว่ามันเปิดอะไรยังไง ก็เอาสิ เปิดบัญชีเลยดีกว่า

Continue reading