หลังจากหายไปเกือบปี มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงมากมายก่ายกอง ทั้งตัวผม ทั้งคนรอบข้าง บางอย่างทำให้อะไรในตัวผมเข้มแข็งขึ้น แต่บางอย่างกลับทำให้ผมดูนิ่มลงจนน่าแปลกใจ (หวังว่าคงไม่ใช่สมอง) เอ่อ… รู้สึกว่ายิ่งพูดยิ่งเพ้อ
จนป่านนี้ไม่รู้ว่าจะมีใครยังตามอ่านบล็อกผมกันอยู่บ้างมั้ยเนี่ย ถ้ามีก็ถือว่าคุณเป็นคนที่อดทนอดกลั้นมากครับ : )
เรื่องของเรื่องที่กลับมาเขียน เป็นเพราะผมร้อนเงินมากครับตอนนี้ บ้านไม่ได้น้ำท่วม ไม่ได้ไฟไหม้แผลพุพอง ไม่ได้เป็นหนอง หรือน้ำร้อนลวก แต่ร้อนเงิืนเนื่องมาจากว่าไปทำข้าวของชาวบ้านเค้าพังครับ (ต่อไปนี้ขอเล่าแบบสไตล์หนังที่เล่าเรื่องจากตอนจบมาหาต้นเรื่อง เพื่อเพิ่มความเข้มข้นและความงง)
ไม่รู้ว่ามีใครเคยดูยังครับ MV ตัวนี้
เป็นงานไฟนอลวิชา Video for New Media กับ Post Production ครับ ซึ่งผมทำหน้าที่ในส่วนของคนตัดต่อ กำกับภาพ แล้วก็เรื่องวิชวลเอฟเฟกต์ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ทุกคนแฮปปี้ ชีวีเป็นสุข
แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ !!!!! (โคตรตื่นเต้นเลยใช่มั้ยล่ะครับ โคตรตื่นเต้นเลยใช่มั้ยล่ะครับ)
คืนวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 หลังจากกลับจากการไปถ่ายฉากทุ่งนาที่สุพรรณฯ
คืนนั้นทุกคนอยู่ในสภาพเหนื่อยอ่อน พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ แต่ละคนก็แยกย้ายกลับบ้านกันไป เหลืออยู่ 3 คน ตัวผมกับเพื่อน 2 คนที่อยู่หอ และด้วยความฟิตเพราะกะว่าไหนๆก็เอาโน้ตบุคมาแล้ว ก่อนจะกลับบ้าน ผมเลยกะว่าจะถ่ายไฟล์จากกล้องวิดีโอลงคอมให้เสร็จเลย
มีกล้องอยู่ 3 ตัวในการถ่ายทำ กล้อง 2 ตัวแรกผ่านไปด้วยดี แต่ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อผมหาตัวชาร์ตแบตของกล้องตัวที่ 3 ไม่เจอ
กล้องตัวนั้นเป็นกล้องวิดีโอที่ยืมจากเพื่อนมาครับ ยี่ห้อ Toshiba รุ่นไรไม่รู้ ความกวนตีนของมันคือมันต้องชาร์ตแบตก่อน ถึงจะย้ายไฟล์ได้ กล่าวคือ ไอ้ก้อนแบตเตอรี่มันทับบนรู USB อยู่ (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะทับทำม้ายยยย)
เมื่อหาแบตไม่เจอ ถามเพื่อนก็ไม่รู้ เพื่อนช่วยหาก็ไม่เจอ สรุป ผมเลยต้องชำระสะสางด้วยตัวเอง
เนื่องจากความเป็นคนช่างสังเกตของผม เลยสังเกตว่าหัวที่เสียบกับตัวชาร์ตของกล้อง เหมือนกะหัวเสียบของอะแดปเตอร์โน้ตบุค ผมก็เลยจัดการประยุกต์พลังของ 2 เทคโนโลยีผสมผสานเข้าด้วยกัน
เงียบ…
จากนั้นจึงลองถามเพื่อนอีกคนนึง แล้วก็ได้ึความว่าตัวที่ชาร์ตกล้องอยู่กับเพื่อนอีกคนนึง ซึ่งอยู่หอใกล้ๆกัน ผมก็เลยให้เพื่อนคนนั้นช่วยเอามาให้หน่อย
พอลองเอามาแล้วก็ต่อเข้าไปตามสเตป ซึ่งผลลัพท์มันก็ควรจะได้ แต่ก็…
เงียบ…
คราวนี้ลองเอาก้อนแบตเตอรี่เสียบกับกล้องดู แล้วเิปิดเครื่อง
เงียบ…
ในห้องตอนนั้นทุกคน
งิ่ด…
สันนิษฐานกันว่าเป็นเพราะตอนแรก ที่ผมเอาอะแดปเตอร์ของโน้ตบุคไปเสียบ แล้วมาสังเกตทีหลังว่าโวลต์ต่างกัน 4 เท่่า (ไหนว่าเป็นคนช่างสังเกตไง – -) สุดท้ายรุ่งขึ้นจึงเอากล้องตัวนี้โยนขี้ไปให้เพื่อนที่เป็นเจ้าของ แล้วผมก็บอกว่าค่าซ่อมเท่าไหร่ ผมรับผิดชอบเอง !!! (ป๋ามาก ในฐานะที่เป็นคนเสียบสายลงในรู)
…. เหตุการณ์ผ่านไปเกือบ 2 เดือน เหมือนกับว่าเรื่องราวจะจบลงดื้อๆซะอย่างงั้น….
แต่แล้ววันนี้เพื่อนคนนั้นก็ได้โทรมาครับ พร้อมกับข่าวร้ายชนิดติดท็อปชาร์ตในชีวิตกระผม
อาการคือเมนบอร์ดในกล้องมันช็ิอตครับ ตามที่ได้สันนิษฐานไว้ โดยทางศูนย์เค้าตีราคาเป็นตัวเลข…
17,000 บาท !!!
แทบอ้วกครับพี่น้อง *-*
ที่เขียนมา ณ ที่นี้ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ นอกเสียจากว่าใครพอมีงานอะไรมาจ้างให้ผมทำบ้างครับ งานออกแบบกราฟิก เว็บไซต์ โลโก้ นามบัตร โบรชัวร์ ฉลากสินค้า โฆษณาแฟลช แบบอักษร พรีเซนเตชั่น พาวเวอร์พอยต์ ตัดต่อวิดีโอ ฯลฯ อะไรก็ได้ครับ ที่ทำแล้วได้ตังค์มาใช้หนี้เขา
ติดต่อผ่านอีเมลนี้นะครับ stopeat [-at-] gmail.com
อยากร้องไห้กับชีวิต T T
ปล. ไม่รู้ว่าหลังจากเอนทรี่นี้ จะกลับมาเขียนอีกทีได้เมื่อไหร่หนอ T T

