| รับ RSS

levitraCialisZappos

แถลงประกาศความมั่นคง (ทางการเงิน)

่12 April 2010 | 8 ความเห็น | ในหมวด บ่น

หลังจากหายไปเกือบปี มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงมากมายก่ายกอง ทั้งตัวผม ทั้งคนรอบข้าง บางอย่างทำให้อะไรในตัวผมเข้มแข็งขึ้น แต่บางอย่างกลับทำให้ผมดูนิ่มลงจนน่าแปลกใจ (หวังว่าคงไม่ใช่สมอง) เอ่อ… รู้สึกว่ายิ่งพูดยิ่งเพ้อ

จนป่านนี้ไม่รู้ว่าจะมีใครยังตามอ่านบล็อกผมกันอยู่บ้างมั้ยเนี่ย ถ้ามีก็ถือว่าคุณเป็นคนที่อดทนอดกลั้นมากครับ : )

เรื่องของเรื่องที่กลับมาเขียน เป็นเพราะผมร้อนเงินมากครับตอนนี้ บ้านไม่ได้น้ำท่วม ไม่ได้ไฟไหม้แผลพุพอง ไม่ได้เป็นหนอง หรือน้ำร้อนลวก แต่ร้อนเงิืนเนื่องมาจากว่าไปทำข้าวของชาวบ้านเค้าพังครับ (ต่อไปนี้ขอเล่าแบบสไตล์หนังที่เล่าเรื่องจากตอนจบมาหาต้นเรื่อง เพื่อเพิ่มความเข้มข้นและความงง)

ไม่รู้ว่ามีใครเคยดูยังครับ MV ตัวนี้

เป็นงานไฟนอลวิชา Video for New Media กับ Post Production ครับ ซึ่งผมทำหน้าที่ในส่วนของคนตัดต่อ กำกับภาพ แล้วก็เรื่องวิชวลเอฟเฟกต์ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ทุกคนแฮปปี้ ชีวีเป็นสุข

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ !!!!! (โคตรตื่นเต้นเลยใช่มั้ยล่ะครับ โคตรตื่นเต้นเลยใช่มั้ยล่ะครับ)

คืนวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 หลังจากกลับจากการไปถ่ายฉากทุ่งนาที่สุพรรณฯ

คืนนั้นทุกคนอยู่ในสภาพเหนื่อยอ่อน พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ แต่ละคนก็แยกย้ายกลับบ้านกันไป เหลืออยู่ 3 คน ตัวผมกับเพื่อน 2 คนที่อยู่หอ และด้วยความฟิตเพราะกะว่าไหนๆก็เอาโน้ตบุคมาแล้ว ก่อนจะกลับบ้าน ผมเลยกะว่าจะถ่ายไฟล์จากกล้องวิดีโอลงคอมให้เสร็จเลย

มีกล้องอยู่ 3 ตัวในการถ่ายทำ กล้อง 2 ตัวแรกผ่านไปด้วยดี แต่ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อผมหาตัวชาร์ตแบตของกล้องตัวที่ 3 ไม่เจอ

กล้องตัวนั้นเป็นกล้องวิดีโอที่ยืมจากเพื่อนมาครับ ยี่ห้อ Toshiba รุ่นไรไม่รู้ ความกวนตีนของมันคือมันต้องชาร์ตแบตก่อน ถึงจะย้ายไฟล์ได้ กล่าวคือ ไอ้ก้อนแบตเตอรี่มันทับบนรู USB อยู่ (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะทับทำม้ายยยย)

เมื่อหาแบตไม่เจอ ถามเพื่อนก็ไม่รู้ เพื่อนช่วยหาก็ไม่เจอ สรุป ผมเลยต้องชำระสะสางด้วยตัวเอง

เนื่องจากความเป็นคนช่างสังเกตของผม เลยสังเกตว่าหัวที่เสียบกับตัวชาร์ตของกล้อง เหมือนกะหัวเสียบของอะแดปเตอร์โน้ตบุค ผมก็เลยจัดการประยุกต์พลังของ 2 เทคโนโลยีผสมผสานเข้าด้วยกัน

เงียบ…

จากนั้นจึงลองถามเพื่อนอีกคนนึง แล้วก็ได้ึความว่าตัวที่ชาร์ตกล้องอยู่กับเพื่อนอีกคนนึง ซึ่งอยู่หอใกล้ๆกัน ผมก็เลยให้เพื่อนคนนั้นช่วยเอามาให้หน่อย

พอลองเอามาแล้วก็ต่อเข้าไปตามสเตป ซึ่งผลลัพท์มันก็ควรจะได้ แต่ก็…

เงียบ…

คราวนี้ลองเอาก้อนแบตเตอรี่เสียบกับกล้องดู แล้วเิปิดเครื่อง

เงียบ…

ในห้องตอนนั้นทุกคน

งิ่ด…

สันนิษฐานกันว่าเป็นเพราะตอนแรก ที่ผมเอาอะแดปเตอร์ของโน้ตบุคไปเสียบ แล้วมาสังเกตทีหลังว่าโวลต์ต่างกัน 4 เท่่า (ไหนว่าเป็นคนช่างสังเกตไง – -) สุดท้ายรุ่งขึ้นจึงเอากล้องตัวนี้โยนขี้ไปให้เพื่อนที่เป็นเจ้าของ แล้วผมก็บอกว่าค่าซ่อมเท่าไหร่ ผมรับผิดชอบเอง !!! (ป๋ามาก ในฐานะที่เป็นคนเสียบสายลงในรู)

…. เหตุการณ์ผ่านไปเกือบ 2 เดือน เหมือนกับว่าเรื่องราวจะจบลงดื้อๆซะอย่างงั้น….

แต่แล้ววันนี้เพื่อนคนนั้นก็ได้โทรมาครับ พร้อมกับข่าวร้ายชนิดติดท็อปชาร์ตในชีวิตกระผม

อาการคือเมนบอร์ดในกล้องมันช็ิอตครับ ตามที่ได้สันนิษฐานไว้ โดยทางศูนย์เค้าตีราคาเป็นตัวเลข…

17,000 บาท !!!

แทบอ้วกครับพี่น้อง *-*

ที่เขียนมา ณ ที่นี้ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ นอกเสียจากว่าใครพอมีงานอะไรมาจ้างให้ผมทำบ้างครับ งานออกแบบกราฟิก เว็บไซต์ โลโก้ นามบัตร โบรชัวร์ ฉลากสินค้า โฆษณาแฟลช แบบอักษร พรีเซนเตชั่น พาวเวอร์พอยต์ ตัดต่อวิดีโอ ฯลฯ อะไรก็ได้ครับ ที่ทำแล้วได้ตังค์มาใช้หนี้เขา

ติดต่อผ่านอีเมลนี้นะครับ stopeat [-at-] gmail.com

อยากร้องไห้กับชีวิต T  T

ปล. ไม่รู้ว่าหลังจากเอนทรี่นี้ จะกลับมาเขียนอีกทีได้เมื่อไหร่หนอ T  T

Tags: ,

บางกอก…กล๊วย…กล้วย!!

่2 May 2009 | 0 ความเห็น | ในหมวด ข่าวสาร

bangkok-banana

จากเหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมือง ตั้งแต่ปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มเสื้อเหลือง จนถึงการเผารถเมล์กลางกรุงของกลุ่มเสื้อแดงในวันนี้ ล้วนต่างทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสื่อมเสีย ความเชื่อมั่นในสยามเมืองยิ้มที่อุดมไปด้วยภูมิปัญญาทางศิลปวัฒนธรรม ลดน้อยถดถอยลงไปจนกู่ไม่กลับ และกลายเป็นวิกฤติชาติที่ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกันสร้างความดีงาม เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ที่สร้างรอยยิ้มให้แก่ประชาชนและคนทั่วโลกอีกครั้ง

เพื่อให้จุดมุ่งหมายในข้างต้นเป็นจริง กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ขออาสาเป็นหน่วยงานแรกใช้มรดกภูมิปัญญาของคนไทยจัดโปรเจ็กต์ยักษ์ เนรมิตถนนย่านการค้ากลางกรุงเทพมหานคร ให้เป็นถนนสายวัฒนธรรมครั้งแรกของประเทศ ในชื่อ “บางกอก…กล๊วย…กล้วย!!” หรือ Bangkok…Bananas!! เพื่อปลุกสำนึกให้เยาวชนและประชาชนทั่วประเทศ รู้ถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมไทย และนำสิ่งดีๆ เหล่านั้นมาใช้ในการพัฒนาภาพลักษณ์ประเทศ เพื่อให้ไทยพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ด้วยดี โดยมีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการ วธ. ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัด วธ. นายอารักษ์ สังหิตกุล ผอ.สศร. ตัวแทนจากภัทราวดีเธียเตอร์ มูลนิธิหนังไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ Fat Radio ฯลฯ และเหล่าศิลปินหลากแขนง เข้าร่วมกว่าร้อยคน

ข่าวจาก : ไทยโพสต์

งานนี้ตกข่าวอย่างแรงครับ เพราะตอนที่โพสต์ก็เพิ่งจะรู้เองว่ามีงานนี้ (งานใหญ่ซะด้วย)

สำหรับงานนี้เค้าจะจัดไปตั้งแต่วันที่ 30 เมษายนแล้ว แล้วจะจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2552 เริ่มจากหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามพารากอน ไปจนถึงเซ็นทรัลเวิลด์

ดูตารางและรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ bangkok-bananas.blogspot.com แถมงานนี้ยังมีจัดประกวดภาพถ่ายด้วย ใครสนใจก็ลองไปสมัครกันได้นะเออ

อยากจะไปเดินดูเหมือนกัน แต่ช่วงนี้งานเข้าอย่างแรงครับ T-T

Tags: , ,

โวยโลโก้ใหม่ NBT ละเมิด ขู่เลิกใช้ภายใน 30 วัน

nbt-vs-bowling

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด โดยนายบัณฑิต บุญปาสาณ ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้ทำหนังสือถึงนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ (ช่อง11) หรือ “เอ็นบีที” ขอให้ยุติการละเมิดเครื่องหมายการค้า เนื่องจากเอ็นบีทีได้เผยแพร่เครื่องหมาย หรือโลโก้ใหม่ เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีรูปร่างและลักษณะที่คล้ายกับลวดลายเส้นประดิษฐ์ ซึ่งเป็นภาคส่วนสาระสำคัญภาคส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของบริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด หากเอ็นบีทีไม่ยุติกการใช้โลโก้ดังกล่าวภายใน 30 วัน นับจากได้รับหนังสือฉบับนี้ (ครบ 30 วัน ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้) บริษัทจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิตาม กฎหมายต่อไป

ข่าวแจ้งว่า บริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด ได้ส่งสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค198773 และสำเนาเอกสารความแพร่หลายของเครื่องหมายการค้าของบริษัทไปพร้อมกับโนติ๊ส พร้อมอธิบายโลโก้ของบริษัท ประกอบด้วย 2 ภาคส่วน คือภาคส่วนแรกเป็นลวดลายเส้นในลักษณะประดิษฐ์เป็นลายเส้นมุมฉากลบมุมสองเส้น วางประกบกันด้านบนและล่าง และมีช่องว่างระหว่างเส้นทั้งสอง โดยเส้นที่อยู่ด้านซ้ายมือมีการลากเส้นยาวขึ้นด้านบนมีลักษณะคล้ายตัวอักษร โรมัน b ประดิษฐ์ และภาคส่วนที่สองเป็นคำอักษรโรมันคำว่า bowling รวมเรียกขานได้ว่า บี หรือ บี โบลิ่ง และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนโดยกรม ทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546 และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่สาธารณชนผู้บริโภคทั่วไปแล้ว

สำหรับผู้ชนะการประกวดออกแบบโลโก้สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ได้แก่ นายเนติพิกัติ ตังคไพศาล กราฟิกดีไซเนอร์ จากทีวีไทย ซึ่งได้แนวความคิดจากสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นรูปพระอินทร์เป่า สังข์ เหตุผลที่คณะกรรมการเลือกเพราะเห็นว่ามีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือสามารถสื่อความหมายว่าเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ มีเอกลักษณ์ที่แฝงความเป็นไทย จดจำง่ายและเด่นชัด รวมทั้งสามารถนำไปปรับใช้กับงานในหลายลักษณะ เช่น งานกราฟิกบนหน้าจอโทรทัศน์ นามบัตร ซองจดหมาย เป็นต้น

ข่าวจาก : มติชนออนไลน์

Tags: ,

กินไปเรื่อย… เจาะวิถีอร่อยริมทาง

่3 April 2009 | 0 ความเห็น | ในหมวด ข่าวสาร

เมื่อวานซืนนู้นนนน (31 มีนา) ได้มีโอกาสไปงานหนังสือกับเพื่อนครับ แต่ได้จังหวะพอดีที่ TCDC เค้าเชิญชวนให้สมาชิกของที่นั่นไปร่วมงานเปิดนิทรรศการที่ชื่อ “กินไปเรื่อย… เจาะวิถีอร่อยริมทาง” ผมก็เลยแวบไปซะเลย เพราะกะไว้ว่างานนี้ต้องมีการ “กินฟรี” เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

กินไปเรื่อย - 01

พอไปถึง ก็เห็นเค้าเอาแม่ค้าหาบเร่ขึ้นมาไว้บนห้างของมนุษย์ไฮโซ นับว่าเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และแน่นอนที่น่าสนใจมากกว่านั้น ก็คือเค้าจัดให้เราได้กินฟรี อย่างที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นจากมนุษย์เลวคนหนึ่ง

กินไปเรื่อย - 02

หลังจากแดก เอ้ย! รับประทานเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาของการเข้าสู่พิธีเปิดงานครับ งานนี้ได้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ผู้ว่าฯ กทม. มาเป็นคนเปิดงานครับ … แต่ผมก็ไม่รู้นะ ว่าท่านเคย “กินไปเรื่อย” รึเปล่าหนอ? (หมายถึงอาหารน่ะ)

“กินไปเรื่อย..เจาะวิถีอร่อยริมทาง” (08)

เอาล่ะครับ หลังจากนั้นก็เป็นการเข้าไปชมนิทรรศการ ซึ่งถ้าให้ผมมาพูดก็เกรงว่าท่านผู้อ่านจะเสียอรรถรสเสียเปล่าๆ และอาจจะทำให้ขาดใจความสำคัญที่นิทรรศการต้องการจะสื่อสารได้ (ความจริงคือขี้เกียจเขียนแหละ… พูดง่ายๆ) ดังนั้นก็เลยขอคัดลอกคำบรรยายย่อๆ ของส่วนต่างๆ ภายในนิทรรศการจากใบปลิวที่เค้าแจกเลยแล้วกันครับ

กินไปเรื่อย - 03

1.กรุงเทพฯ เมืองบุฟเฟต์ หากนำร้านอาหารริมฟุตบาททั้งหมดมาต่อกัน กรุงเทพฯ คงเปรียบเสมือนเมืองเครือข่ายบุฟเฟต์ที่หนาแน่นที่สุดในโลก เพื่อรองรับความอยากจะกินและกินทั้งวันของสังคมเมือง ปิยทัต เหมทัต เก็บภาพความหลากหลายของแหล่งบริการอาหารริมทางและภาชนะอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อ ความอิ่มอร่อยในปัจจุบันผ่านวิถีการกินในแต่ละมื้อ ตั้งแต่เคาน์เตอร์อาหารรับอรุณตามแนวบาทวิถี วาไรตี้ร้านตามสั่งมื้อกลางวัน อาหารว่างบามย่ายเพื่อผ่อนคลายและสร้างสังคม กับข้าวถุงเชื่อมสัมพันธ์ครอบครัวยามเย็น และข้าวต้มโต้รุ่งที่พึ่งของคนนอนดึก

2.แม่ค้านักประดิษฐ์ สิ่งประดิษฐ์เพิ่มรสชาติและความสะดวกสบายที่ผลิตโดยพ่อค้าแม่ขาย ภายใต้แนวคิด “ใช้ง่าย ต้นทุนต่ำ และสอดคล้องกับวิถีชีวิต” ถือเป็นปูมความคิดสร้างสรรค์นำพานวัตกรรมแบบบ้านๆ มาใช้ประโยชน์ในการทำมาค้าขาย เห็นได้จากภาชนะห่อ มัด หิ้วจากสารพัดใบไม้แบบดั้งเดิม จนถึงศิลปะมัดยางมุมถุงโอเลี้ยงที่หิ้วดูดได้สบายมือ พิสูจน์เขียงตัดผลไม้ลูกผสมที่พ่อค้าซาเล้งต่างเจให้ไป จนถึงกลยุทธิ์เรียกลูกค้าสุดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มรายได้แบบเฉพาะตัว

กินไปเรื่อย - 04

3.ชิมไป บ่นไป กว่าจะเป็นรถเข็นในวันนี้ แท้จริงผ่านการติ ชม บ่น ปนเสนอแนะจากแม่ค้าและลูกค้านักออกแบบมาหลายยุคสมัย ผลสำรวจปัญหาและความต้องการของผู้บริโภคและผู้ค้าอาหารหาบเร่แผงลอยใน กรุงเทพฯ 1,600 คน จะผลักดันให้รถเข็นในอนาคตเป็นอย่างไร ร้อยละ 49.7 ของลูกค้าต้องการไฟส่องสว่างมากขึ้น ส่วนร้อยละ 52.4 ของพ่อค้าอยากได้อ่างล้างมือ สถิติยังแสดงให้เห็นว่าลูกค้าเกือบ 2 ล้านคนพบส่งแปลกปลอมในอาหารหาบเร่ทุกวัน แต่ก็ยังยอมทนเพราะรสชาติถูกปาก ราคาถูกใจ ทั้งนี้ยังพร้อมจะจ่ายเพิ่ม 5 บาท เพื่อภาชนะลดโลกร้อนด้วย

4.สู้แล้วรวย พันธุ์รบ กำลา เริ่มจากการขายรถเข็นขายบะหมี่เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ทุกวันนี้เป็นเจ้าของแฟรนไชส์รถเข็น “ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว” กว่า 1,500 คัน ส่วน “แดงแหนมเนือง” ที่เริ่มเร่ขายเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ก็ได้เติบโตจากการสร้างเครือข่ายกระจายชุดแหนมเนืองผ่านรถทัวร์และ “อร่อยทั่วไทย” กับไปรษณีย์ไทย ธุรกิจหาบเร่ได้พัฒนาไปอีกขั้นล้วนรู้จักใช้กลยุทธ์ เช่น การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ปรับผลิตภัณฑ์เข้าหากลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มเครือข่ายกระจายสินค้า แต่ตัวอย่างดิลิเวอรี่ที่ได้ทั้งประโยชน์ต่อสังคมและโดดเด่นด้านการจัดการ ก็คงต้องยกให้สหกรณ์ “ดับบ้าวัลล่า” แห่งมุมไบ ที่ส่งปิ่นโตกลางวันฝีมือแม่และเมียสู่ลูกค้า 175,000 คนทุกวัน

กินไปเรื่อย - 05

5.เร่อินเตอร์ เมื่อเซอร์เจมส์ ดิวเวอร์ ประดิษฐ์กระติกสูญญากาศเพื่อเก็บแก๊สเหลวในปี ค.ศ.1892 คงคิดไม่ถึงว่าคนไทยจะเอามาใช้เก็บข้าวเหนียวให้อุ่นนุ่มนาน เช่นเดียวกับคนขายไอศกรีมโคนในประเทศไทย หลายคนที่ไม่รู้ว่าอิตาโล มาร์คิโอนี คนเร่ขายน้ำแข็งไสรสมะนาวในนิวยอร์ค เป็นคนคิดโคนไอศกรีมเป็นคนแรกในปี ค.ศ.1903 ไม่ว่าการออกแบบภาชนะจะเกิดจากสภาวะทางสังคมเศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยีอย่างไร ลักษณะการใช้งานมักเปลี่ยนไปตามบริบทใหม่ๆ เสมอ วิถีกินริมทางของไทยได้หยิบยืมภาชนะสากลมาปรับใช้อย่างไร้กฎเกณฑ์ แล้วทัศนะนี้จะเร้าให้เกิดการออกแบบ เพื่อวิถีอร่อยริมทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่

นิทรรศการ “กินไปเรื่อย…เจาะวิถีอร่อยริมทาง” (Quick Bites : Design for Better Eating) จะจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 7 มิถุนายน 2552 ที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรียม ช้อปปิ้ง คอมเพล็ก ตั้งแต่เวลา 10.30-21.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์)

ใครว่างๆ ก็ลองไปกันดูนะครับ

Tags: , , ,
"));